ฟางเจิ้ง “โยม เดินช้าแบบนี้เดี๋ยวจะต้องเสียใจนะ”
“เดินเร็วต่างหากที่จะเสียใจ! อย่าพูดมาก เดินช้าหน่อย!” หานเซี่ยวกั๋วตอบ
ฟางเจิ้งส่ายหน้าอย่างจำใจ เดินมาถึงหลังลาน มาถึงหน้าประตูห้องครัว ทว่าหานเซี่ยวกั๋วก็แทบจะร้องไห้…
“ข้าวฉันล่ะ? เมื่อกี้ในหม้อยังมีข้าวอยู่อีกหน่อยนี่?” หานเซี่ยวกั๋วชี้หม้อข้าวว่างเปล่า
ฟางเจิ้งถอนหายใจ “ก็บอกแล้วว่าโยมจะเสียใจใช่ไหม หมากินข้าวที่เหลือไปแล้วล่ะ”
“หมา? อยู่ไหน?” หานเซี่ยวกั๋วเพลิงโทสะลุกท่วม เขาตัดสินใจแล้วว่าจะตุ๋นหมานั่นกิน!
ฟางเจิ้งมองไปข้างหลังหานเซี่ยวกั๋ว “ข้างหลังโยมไง”
หานเซี่ยวกั๋วหันกลับไปก็เห็นหมาป่าเงินตัวหนึ่ง ตัวใหญ่เหมือนลูกวัวนอนหมอบอยู่ตรงมุมในลาน ชำเลืองตามองเขา แววตานั้นเหมือนกำลังมองคนโง่อยู่!
หานเซี่ยวกั๋วพูดด้วยความโกรธ “หมาบ้านี่กล้าเยาะเย้ยฉันเหรอ? คิดว่าฉันจะไม่ฆ่าแกเอาเนื้อมากิน?!” พูดจบหานเซี่ยวกั๋วก็ถือมีดในมือปรี่เข้าไป
หมาป่าเดียวดายมองหานเซี่ยวกั๋วด้วยแววตาเหยียดหยามกว่าเดิม แต่ก็ยังมองฟางเจิ้งเหมือนกำลังถาม “ให้ฉันฟัดมันให้ตายหรือให้ฟัดมันให้ตาย? หรือให้ฟัดมันให้ตาย?”
ฟางเจิ้งส่ายหน้าพลางชี้ไปยังประตูลาน ตลก ถ้าหานเซี่ยวกั๋วตาย จะไปหาบุญกุศลครั้งใหญ่จากใครได้?
ดังนั้นหมาป่าเดียวดายจึงยืนขึ้นอย่างขี้เกียจ แกว่งหางมองหานเซี่ยวกั๋วอย่างเอ้อระเหย
หานเซี่ยวกั๋วใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เดินไปพลางพูดไปพลาง “หมาเด็กดี อย่ากลัว ฉั