ซ่งเอ้อโก่วเห็นดังนั้นก็เกาหัว ทำหน้าประหลาดใจ ก่อนพูดกับชาวบ้านข้างๆ “ฉันไม่ได้ตาฝาดหูหนวกไปใช่ไหม? คนในเมืองพวกนี้โง่รึเปล่า? วัดพังๆ นั่น พวกเขายังยกนิ้วโป้งให้อีกเหรอ? แถมยังว่าจะมาอีก? หรือว่าพวกเขาจะมาออกกำลังกาย?”
“เป็นไปได้…”
“พวกแกกระซิบอะไรกัน ฟางเจิ้งน่ะเป็นเด็กดี ตอนนี้ศึกษาธรรมอย่างสงบก็เป็นเรื่องดี ทำไมพอพวกแกพูด ถึงได้เหมือนพวกต้มตุ๋นไปได้นะ” หญิงแต่งงานแล้วคนหนึ่งต่อว่า
“พวกผู้หญิงจะเข้าใจอะไร? ศึกษาธรรมอะไร พวกลวงโลกทั้งนั้น! เธอไม่ต้องขึงตามองเลยนะไม่มีประโยชน์หรอก เจ้าเด็กนั่นมีความสามารถแค่ไหนพวกเราไม่รู้เหรอ? เธอคอยดูเถอะ ไม่ช้าก็เร็วเดี๋ยวก็เกิดเรื่อง” ซ่งเอ้อโก่วพูดจบก็ส่ายหน้าพลางพูดต่อ “คนโบราณว่าไว้ว่า ความอกตัญญูมีสามประการ และการไม่มีชนรุ่นหลังถือเป็นการอกตัญญูที่สุด! ฟางเจิ้งเป็นหลวงจีน แต่งงานไม่ได้ ไม่มีชนรุ่นหลังแล้ว หึหึ…อกตัญญู! อกตัญญู…” พูดจบซ่งเอ้อโก่วก็เดินเซกลับบ้านไป
สรุปคือเมื่อกลางดึกวันนั้น พอตู้เหมยได้ยินก็ไปที่หน้าประตูบ้านซ่งเอ้อโก่ว ถือมืดหั่นผักพลางด่าทออยู่ครึ่งคืน ทำเอาซ่งเอ้อโก่วตกใจหนีไปนอนบ้านน้าชาย
แต่ว่าตอนนี้ฟางเจิ้งนอนไม่หลับจริงๆ เลยลุกขึ้นไปตักน้ำมาชามใหญ่ นั่งอยู่หน้าประตูวัด หมาป่าเดียวดายนั่งอยู่ข้างกาย หนึ่งคนหนึ่งหมาป่าคนละชาม ดื่มพลางพูดคุยราวกับดื่มสุราอย่างสบายใจ
“เฮ้อ นับเวลาแล้วพวกเขาควรจะขึ้นบนทางด่วนแล้ว จากที่ฉ