ันเห็นควรจะเจอรถบรรทุกใหญ่แล้ว ทำไมบุญกุศลถึงยังไม่มาอีก?” ฟางเจิ้งพูดพึมพำ เขานอนไม่หลับ กำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่ การจับรางวัลหลายครั้งก่อนหน้าทำให้เขาเข้าใจความหวานอร่อย ตอนนี้มีโอกาสอีกแล้วย่อมรู้สึกตื่นเต้นเป็นธรรมดา
“โฮ่งๆ…” หมาป่าเดียวดายเห่าสองที
“นายจะบอกว่าฉันมองผิดรึเปล่าเหรอ? จะเป็นไปได้ไง? นี่มันเนตรสวรรค์นะ! เห็นเคราะห์ภัยคนอื่นภายในสามวัน! แม่นอยู่แล้ว” ฟางเจิ้งเคาะหัวหมาป่าเดียวดายไปทีหนึ่ง
“โฮ่งๆ…”
“อืม…นายว่าเวลาผิดเหรอ? เป็นไปไม่ได้ รออีกหน่อย…”
ดวงจันทร์อยู่กลางฟ้า ฟางเจิ้งรอจนตาสองข้างทะเลาะกัน สุดท้ายก็กลับไปนอนภายใต้สายตาดูถูกของหมาป่าเดียวดาย
ตอนนี้ในอำเภอเมืองซงอู่เขตตี้จิ่งหวาถิง พลันมีเสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้น “เฮ้ย! ลืมไปเลย!”
“ไอ้โหวจื่อ ดึกดื่นป่านนี้นายจะเสียงดังทำไม? ตกใจแทบแย่! นายลืมอะไร?” เสียงหลูเสียวอ่าดังแว่วมา
“พวกเรายังไม่ได้จุดธูป! แถมยังไม่ได้บริจาคเงินจุดธูปไว้ด้วย สงสัยจะรีบไป!” โหวจื่อถอนหายใจ
หลูเสียวอ่าได้ยินดังนั้นก็อึ้งไป “เหมือนว่าจะไม่ดีนะแบบนี้ ไต้ซือนั่นก็ไม่เลว วัดก็ดีมากด้วย”
“ไต้ซือไม่ใช่คนธรรมดา พวกเรากินดื่มของวัดเขาแล้วก็ตบตูดไปกันเลย ไม่ได้เรื่องจริงๆ คงจะถูกดูถูกแล้ว คราวหลังไปอีกคงไม่ได้กินข้าวกับน้ำแล้ว” โหวจื่อว่า
ครึ่งประโยคแรกของโหวจื่อ หลูเสียวอ่ายังไม่รู้สึกอะไร แต่ประโยคหลังกลับสกัดจุดเจ็บที่เธอชอบกิน จึงดูคึกคั