างเจิ้งยิ้มตอบ “โยม ดื่มอีกพวกโยมจะอิ่ม”
“ดื่มอิ่มสิดี ผมหิวจะแย่แล้ว” พั่งจื่อลูบท้องพลางพูดด้วยความขมขื่น
“ใช่ๆ ไต้ซือ พวกเรายังดื่มไม่อิ่มเลย” เจียงถิงพูดขึ้น
ฟางเจิ้งยิ้ม “พวกโยมมั่นใจว่าจะดื่มน้ำให้อิ่มจริงๆ นะ?”
“แน่นอน!”
“มั่นใจสองครั้งเลย แถมให้อีกครั้งด้วย!”
ห้าคนพยักหน้าอย่างสุดชีวิตด้วยสีหน้าจริงจัง ถ้าไม่ให้พวกเขาจะตามราวีสุดชีวิต
ฟางเจิ้งพยักหน้า วางถังน้ำลง จากนั้นหมุนตัวเดินไปอีกทางพลางว่า “แบบนี้ก็ดี จะได้ประหยัดข้าวอาตมา วัดอาตมาเป็นวัดเล็ก ข้าวเป็นของหายาก พวกโยมไม่กินก็ช่วยประหยัดได้”
“ไต้ซือ! เดี๋ยว ท่านว่าไงนะ?” พั่งจื่อที่กำลังดื่มน้ำหูกระดิก ได้ยินคำพูดฟางเจิ้งจึงถาม
ฟางเจิ้ง “โยมได้ยินอะไร อาตมากำลังพูดอะไรงั้นเหรอ”
“ขอบคุณมากไต้ซือ!” พั่งจื่อร้องขึ้นในทันใด ถึงน้ำจะอร่อย แต่ดื่มมากไปก็รับไม่ไหว สำคัญคือน้ำแก้หิวไม่ได้! พอได้ยินว่ามีข้าว เจ้านี่ก็กลับมามีชีวิตชีวา กระโดดโลดเต้นหัวเราะเสียงดัง
พวกโหวจื่อก็ไม่ใช่คนหูหนวก หัวเราะตามและพูดขอบคุณไม่หยุด
ฟางเจิ้งส่ายหน้าเล็กน้อย เปิดหม้อข้าวออก ควันสีขาวลอยโชย กลิ่มหอมฟุ้งกระจายไปรอบๆ! ข้าวผลึกมีกลิ่นหอมพิเศษ อัดแน่นอยู่เต็มห้องครัว ห้าคนนี้ออกแรงสูดควันขาวก่อนมีสีหน้าเคลิบเคลิ้ม เป็นครั้งแรกที่พวกเขารู้สึกว่าข้าวหอมได้ขนาดนี้! ทั้งยังน่ากิน!
“ไต้ซือ นี่มันข้าวอะไรคะ? ทำไมหอมจัง!” เจียงถิงถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
ฟาง