งน้ำสองถังวิ่งขึ้นมา ก้าวเล็กๆ แซงหน้าสองคนไป ตอนที่ผ่านพั่งจื่อยังใช้หางฟาดเขาไปสองที!
ทำให้พั่งจื่อโมโหจนรอหมาป่าเดียวดายไปไกลแล้วถึงด่าทอ “ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้คุณพั่งใจดีล่ะก็ ฉันจะตุ๋นแกซะ!” ขณะเอ่ยอยู่นี้ พั่งจื่อโยกไหว ถังน้ำโยกตาม น้ำจึงหกไปข้างนอก พั่งจื่อพลันรู้สึกว่าถังน้ำเบาลงหน่อย!
โหวจื่อต่อว่า “นายเดินให้มันมั่นคงหน่อยสิ!”
“รู้แล้วๆ อย่าพูดมากหน่า คุณพั่งดูทางอยู่” พั่งจื่อบ่นพึมพำ แต่เดินไปสองสามก้าวก็โยกอีกครั้ง น้ำหกไปอีกเล็กน้อยจึงเบาลงหน่อย ไม่นานโหวจื่อก็เข้าใจความหมายของพั่งจื่อ โยกตาม สองคนโยกกันคนละทีสองที น้ำหกไปข้างนอกไม่หยุด ถังเบาลง สองคนก็สบายขึ้น แถมยังขึ้นไปถึงยอดเขาในทีเดียว เห็นหลวงจีนหัวโล้นยืนอยู่หน้าประตูวัดเอกดรรชนีอยู่ไกลๆ อย่างสุภาพ มีกลิ่นอายของธรรมะมาก
ฟางเจิ้งก็ตกใจเล็กน้อยเหมือนกัน ถังใหญ่ขนาดนั้น ลูกคนหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมแต่เล็กกลับแบกขึ้นมาได้จริงๆ ทำให้เขามองในมุมใหม่อีกครั้ง อย่างน้อย เขาที่ไม่ได้ฝึกหัตถ์พลังนักรบโพธิสัตว์ก็ไม่มีทำได้!
รอจนพั่งจื่อกับโหวจื่อวางถังน้ำใหญ่ตรงหน้าฟางเจิ้งแล้ว ช่วงที่รู้สึกว่ากำลังจะได้ประโยชน์จากความสำเร็จคนอื่น ฟางเจิ้งหน้ามืดทะมึนโดยพลัน
“ไต้ซือ น้ำมาแล้ว ให้พวกเราเทในโอ่งน้ำเลยรึเปล่า?” พั่งจื่อปาดเหงื่อ หอบหายใจแรงพลางพูดด้วยสีหน้าลำพองใจและรู้สึกว่าตนสำเร็จ
ฟางเจิ้งตอบ “ไม่ต้อง น้ำเหลือแค่