เจียงถิงกับหร่วนอิ่งก็อยากรู้อยากเห็นมากเหมือนกัน ใครจะไปยอม จึงรีบพยักหน้า รับน้ำมาคนละชาม
เห็นโหวจื่อเป็นตัวอย่าง เจียงถิงกับหร่วนอิ่งจึงเดินไปไกลแล้วดื่มน้ำอย่างสงบ
สองคนเม้มปากก่อนตรึกตรอง ‘น้ำนี่มีอะไรกันแน่? ทำไมถึงทำให้พวกเขาสามคนเหมือนปีศาจเลย?’
แต่ต่อมาสองคนนี้ก็ไม่คิดอะไรแล้ว เอาแต่ดื่มน้ำจนหมด จากนั้นยังแลบลิ้นขาวและนุ่มเลียชาม มีสีหน้าหลงใหล
“อร่อย!” เจียงถิงออกความเห็น
หร่วนอิ่งมองฟางเจิ้งอย่างน่าสงสาร “ไต้ซือ ขออีกชามได้ไหมคะ?”
ฟางเจิ้งส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด “ไม่ได้” แต่ในใจคิด ‘ถึงเธอจะน่ารักมาก แต่ก็ปักอยู่บนมูลวัวแล้ว ไม่มีวาสนากับอาตมาแล้ว ทำตัวน่ารักไปก็ไม่มีประโยชน์!’
“ไต้ซือ ผมเพิ่งนึกได้ว่าพั่งจื่อพูดถูกอย่างนึงนะ กฏท่านไม่สมเหตุผล ในเมื่อหนึ่งคนหนึ่งชาม ถ้าอย่างนั้นให้ชามใหญ่กว่านี้หน่อยได้รึเปล่า? ท่านดูสิพวกเราปีนเขาขึ้นมา ดวงอาทิตย์ใหญ่ขนาดนี้ เหงื่อออกเยอะ ระเหยเร็ว ร่างกายขาดน้ำแล้ว ท่านดูสิ เด็กสาวพวกนี้เนื้อหนังบอบบาง ถ้าขาดน้ำจะเป็นลมเอาได้ อันตรายมากนะ…” โหวจื่อเข้ามาใกล้แล้วพูดขึ้นอย่างจริงจัง
พูดอยู่นานฟางเจิ้งก็หัวเราะมองเขา ไม่ได้ขัดอะไร
ห้านาทีผ่านไป โหวจื่อหยุดพูด แต่ถาม “ไต้ซือ ท่านได้ฟังผมพูดรึเปล่า?”
ฟางเจิ้งพยักหน้าเล็กน้อย “กำลังฟังอยู่ พูดได้ดี โยมทำต่อไป”
“เอ่อ…” โหวจื่อเก้อเขินเล็กน้อย เกาหัวแล้วพูดต่อ “ไต้ซือ ความหมายของผมคือ ท่านให้น้ำอ