นับไม่ถ้วน ยิ่งเข้าใจมากเท่าไรก็ยิ่งมีหมอกหนาทึบเท่านั้น ความอยากรู้อยากเห็นจึงมากกว่าเดิม
หลูเสียวอ่าถาม “ไต้ซือ ท่านฟังภาษาหมาป่ารู้เรื่องหรือคะ?”
ฟางเจิ้งยิ้ม “ทุกสรรพสัตว์มีจิตวิญญาณ พวกโยมฟังภาษาคนรู้เรื่อง คนย่อมฟังภาษาพวกมันรู้เรื่อง ของพวกนี้ คนที่อยู่กับสัตว์ตลอดปีจะทำได้ ไม่ได้มีอะไรน่าแปลก”
ฟางเจิ้งพูดสบายๆ คนพวกนี้จึงขบคิด ผู้ฝึกสัตว์เหมือนจะสื่อสารกับสัตว์ป่าได้ แล้วยังมีคนที่เลี้ยงสุนัขเลี้ยงแมวเหล่านั้น พอนานเข้าก็จะสื่อสารได้เหมือนกัน ถึงรู้สึกว่าฟางเจิ้งพูดมีเหตุผล แต่กลับรู้สึกอยู่ตลอดว่ามีปราการความเข้าใจขวางอยู่ บอกไม่ถูกว่ามันไม่ถูกต้องตรงไหน
ชั่วขณะที่พวกเขากำลังตรึกตรอง มีเสียงน้ำไหลดังขึ้น
พั่งจื่อร้องขึ้นด้วยความเสียใจ “อย่านะ! สิ้นเปลืองไปแล้ว!”
ทุกคนจึงได้สติกลับมา เห็นฟางเจิ้งผ่าน้ำเต้าใหญ่ออกครึ่งทำเป็นกระบวยตักน้ำ ตักน้ำจนเต็มกระบวยแล้วเทลงในชามที่ทำมาจากกระถางดอกไม้บนพื้น อีกทั้งยังเทต่ออีกสามกระบวยจนชามเต็มแล้วถึงหยุด
แต่หมาป่าเดียวดายกลับไม่มองพวกเขา เอาแต่ก้มหน้าดื่มน้ำ น้ำกระเซ็นไปรอบๆ โดนหนวดของมัน เห็นเป็นไข่มุกน้ำวาววับอยู่ข้างบน
ห้าคนกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันยังคิดในใจด้วยความอิจฉา ‘จริงๆ เลย มีชีวิตสู้หมาไม่ได้!’
แต่ห้าคนก็เข้าใจว่าหมาป่าตัวนี้อยู่ในวัด จะกินน้ำตัวเองก็ย่อมใจกว้างได้ ไม่เหมือนกับคนอื่นที่จะพูดอะไรไม่ได้ แม้จะปวดใจ ใน