ันตรายขนาดนั้น ฉันสนับสนุนเขา!”
“นี่ต่างหากแฟนฉัน! ไปกัน ขึ้นเขา!” โหวจื่อพูดจบก็พาหลูเสียวอ่าเดินขึ้นเขาไป
พั่งจื่อมองหร่วนอิ่งว่าที่ภรรยาตัวเอง “เธอว่าไง?”
หร่วนอิ่งแบมือ “ไม่รู้ ฉันไปกับคุณแหละ”
พั่งจื่อพูดไม่ออกเล็กน้อย ก่อนมองเจียงถิง
แต่เจียงถิงตามไปแล้ว ทั้งยังพูดขึ้นโดยไม่หันมามอง “ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าหลวงจีนนั่นเกี่ยวอะไรกับหมาป่า ฉันจะขึ้นไปดู ถ้านายไม่อยากมาก็ไปรอในรถ พวกเราจะรีบลงมา”
พั่งจื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแห้ง “พวกเธอขึ้นไปกันหมด ฉันจะไปคนเดียวได้ยังไง? รอคุณพั่งด้วย…” พูดจบพั่งจื่อก็พาหร่วนอิ่งตามขึ้นไป
ห้าคนมาที่หน้าประตูวัดเอกดรรชนีอีกครั้งอย่างรวดเร็ว มองวัดเล็กตรงหน้า ไม่ได้มีความสบายหรือดูถูกอย่างตอนมา แต่มีสีหน้าเคร่งขรึมเพิ่มมาหลายส่วน
“หืม? รอยมือนั่นหายไปแล้ว” ตอนนี้เองเจียงถิงพูดขึ้นด้วยความตกใจ
โหวจื่อปรี่เข้ามา เมื่อมองอย่างละเอียดแล้วก็ส่ายหน้า “ยังอยู่ เพียงแค่ถูกคนกดกลับไป พวกเธอดู ถึงจะกดไปแล้วแต่ก็ยังไม่เรียบเนียน ฉันเดาไว้ไม่ผิด หลวงจีนนี่มีวิทยายุทธ์จริงๆ อีกทั้งยังร้ายกาจมาก!” ดวงตาโหวจื่อเปล่งประกายวาววับ เพียงแต่เป็นประกายตื่นเต้น
ตอนนี้เองมีเสียงหัวเราะดังแว่วมาจากหลังวัด “เจ้าหมาป่าโง่ ไม่อยากเชื่อว่าจะไปตักน้ำเอง ตะกละจริงๆ นะ หนอนขี้เกียจขยันขึ้นเพราะของกินซะแล้ว”
จากนั้นก็ได้ยินเสียงเห่าสองที ราวกับว่าหมาป่ากำลังถกเถียงบางอย่าง
ต่อมา