มข้าว! แต่ข้าวนี่หอมมาก…” โหวจื่อกลืนน้ำลาย
พั่งจื่อก็โต้ตอบอย่างไม่ยอมเหมือนกัน “นายต่างหากที่โง่! นายเคยเห็นที่ไหนมีข้าวหอมแบบนี้กัน? ฉันเดานะจะต้องเป็นน้ำหอมบางอย่างแน่ ไม่ได้การแล้ว ยิ่งดมยิ่งหิว…”
“เงียบเถอะ ฉันก็หิวเหมือนกันแล้ว” โหวจื่อกล่าว
“จ๊อกๆ…”
โหวจื่อ พั่งจื่อ หร่วนอิ่ง หลูเสียวอ่ามองเจียงถิงพร้อมกัน ใบหน้าเจียงถิงแดงเก้อเขิน “ฉันก็หิวเหมือนกัน…”
ทุกคนต่างหัวเราะ หลูเสียวอ่าว่า “ไป ไปดูกันว่าหลวงจีนนั่นทำอะไรกิน ไม่แน่อาจมีบางอย่างที่หอมขนาดนี้อยู่”
พูดจบหลูเสียวอ่าก็ผลักโหวจื่อไปข้างหน้า เห็นได้ชัดว่าอยากรู้อยากเห็น แต่ความกล้าไม่พอ
โหวจื่อนำทางไป ห้าคนเดินไปหลังวัดเป็นขบวน เมื่อเข้าใกล้กลิ่นหอมเข้มข้นกว่าเดิม ทุกคนต่างท้องร้องจ๊อกๆ ใบหน้าแดงด้วยความเขินอาย พอพวกเขาเข้ามา หมาป่าเดียวดายที่นอนหมอบอยู่ในครัวยืนขึ้น แยกเขี้ยวจ้องพวกเขาพลางเห่าเสียงต่ำ
โหวจื่อรีบพูดขึ้น “หยุด อย่าขยับ หมาป่านั่นโกรธแล้ว นี่คือเสียงเตือนของสัตว์ประเภทสุนัข ถ้าเข้าไปจะถูกโจมตี”
ทุกคนรีบหยุด เจอหมาป่าอีกครั้งทุกคนก็ยังใจสั่น ยังคงหวาดกลัว
ไม่เหมือนที่พวกเขาคิดไว้เลย คิดว่าเคยเจอกันครั้งหนึ่งแล้วตัวเองปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นหมาป่าเลี้ยง จึงคิดว่าจะเผชิญหน้าได้อย่างไร้กังวล
ตอนนี้เอง
“อมิตพุทธ ทำไมพวกโยมถึงกลับมาอีก?” ฟางเจิ้งได้ยินเสียงขู่หมาป่าจึงออกมาดู เห็นห้าคนกำลังตกใจกลัว จึงขมวดคิ้วพลา