เจียงถิงเดินเข้าไปถามอย่างไม่เกรงกลัวฟางเจิ้ง “ไต้ซือ ขอโทษค่ะ เมื่อกี้เพื่อนฉันพลั้งปากไป เขาเป็นห่วงเพื่อนน่ะค่ะ เลยตะโกนด้วยความวิตก ท่านอย่าคิดจริงจังนะคะ”
ฟางเจิ้งหัวเราะแห้งๆ ในใจ ‘ต่อให้ฉันคิดจริงจังก็ต้องให้ระบบอนุญาตอยู่ดี! ในเมื่อจะแก้แค้นเพราะเรื่องเล็กๆ ไม่ได้ ถ้างั้นก็เป็นไต้ซือใจกว้างไปแล้วกัน…’ ดังนั้นฟางเจิ้งยังคงยิ้ม “อมิตพุทธ คำพูดดีของหมาป่าร้ายก็ยังเป็นคำพูดดี อาตมาจะไปโกรธได้ยังไง? พวกโยมนี่ก็สายแล้ว วัดอาตมาเป็นวัดเล็ก ไม่ดูแลเรื่องที่พักและอาหาร หากพวกโยมไม่มีอาหารก็รีบลงเขาดีกว่า ไม่อย่างนั้นตอนเที่ยงคงหิวแย่”
หลังคนพวกนี้ขึ้นเขามาแล้วฟางเจิ้งก็ไม่มีความสุขนัก อีกอย่างเขาเห็นภาพโหวจื่อกับหลูเสียวอ่าเกิดอุบัติเหตุตอนเย็น ตอนนี้ยังไม่ถึงเที่ยง ถ้าลงเขาเร็วหน่อยก็ไม่แน่ว่าอาจจะเลี่ยงอุบัติเหตุได้ ดังนั้นจึงรีบไล่ไป ในเมื่อไม่มาจุดธูป ก็เอาบุญช่วยคนพวกนี้แล้วกัน
พั่งจื่อเองก็ใจฝ่อบ้างแล้ว รีบกล่าว “ใช่ พวกเราไม่ได้เอาอะไรมากิน รีบไปเถอะ”
“ไต้ซือ ขอละลาบละล้วงถามหน่อยนะ ท่านเป็นคนทำรอยมือนี่เหรอ?” โหวจื่อถาม ดวงตาขยับประกายวาววับ
ฟางเจิ้งชำเลืองตามองรอยมือนั้นแวบหนึ่ง เขาโกหกไม่ได้ ปฏิเสธก็ไม่ได้ แต่ให้ยอมรับเหรอ? นี่มันแปลกเกินไปไหม คนจะมีพลังขนาดนี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไป เขาไม่อยากถูกจับไปแยกส่วนวิจัย จึงยิ้มเล็กน้อยพลางสวดไปบทหนึ่ง “อมิตพุทธ” แค่นี้แล้วไม่พูดอ