ันอีก?’
ดีที่ตอนนี้เจียงถิงดึงพั่งจื่อที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไว้ “เขายืนอยู่ตั้งนานแล้ว นายไม่เห็นเอง ยังโทษคนอื่นอีก?”
พั่งจื่อเก้อเขิน แต่ก็ไม่ได้ขอโทษ
เจียงถิงพูดต่อ “ไต้ซือ สวัสดีค่ะ ท่านอยู่วัดนี้เหรอคะ?”
ฟางเจิ้งเห็นเจียงถิงช่วยพูดให้ย่อมรู้สึกดีไม่น้อย จึงยิ้มตอบ “อาตมาฟางเจิ้ง เป็นเจ้าอาวาสวัดเอกดรรชนี และก็เป็นหลวงจีนเพียงรูปเดียวที่นี่”
พอได้ยินดังนั้นพวกเจียงถิงก็หน้าแดงที่พูดจาร้ายๆ ใส่อีกฝ่าย ไม่ต้องสนแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นคนเลวหรือไม่ ก็ไม่ควรทำแบบนี้ อีกอย่างทำแบบนี้ถือว่าตัวเองเป็นคนเลวเองหรือเปล่า…
เจียงถิงจึงออกปากขอโทษ “ไต้ซือ เอ่อ พวกเราเพิ่งพูดจาไม่ทันคิดไป ท่านอย่าคิดจริงจังนะคะ”
“อมิตพุทธ ไม่เป็นไรอุบาสิกา คำพูดของพวกโยมเป็นเรื่องปกติของคน อาตมาจะโกรธได้ยังไง?” ปากฟางเจิ้งพูดแบบนี้ แต่ในใจกลับอยากปิดประตูปล่อยสุนัข ไล่พั่งจื่อกับโหวจื่อไป พวกนี้มันไม่ได้เรื่อง พูดต่อหน้าว่าเขาเป็นพวกลวงโลก เรื่องอื่นรับได้แต่เรื่องนี้รับไม่ได้! แต่เขาเป็นนักบวชก็ต้องอดกลั้น! ได้แต่ขมขื่นในใจ…
“เอาเถอะ อย่ามาไต้ซือๆ อะไรเลย เจียงถิง เธอดูสิ นี่มันเณรที่อายุน้อยกว่าเราอีก พูดจาก็ไม่น่าฟัง วัดเล็กแถมยังมีเขาอยู่คนเดียว ลองไปอยู่วัดใหญ่กว่านี้สิ ก็คงเป็นแค่เณรน้อยกวาดพื้น นี่เจ้าหนูอย่าเสแสร้งนักเลย บอกความจริงมาเถอะ นายเป็นคนสร้างวัดนี้หรือเปล่า? แล้วเจ้าอาวาสล่ะ? เป็นพวกลวงโลกรึเ