หยางหวาถามขึ้นอย่างลังเล “จริงเหรอ? วัดเอกดรรชนีซ่อมใหม่แล้ว? เงินในหมู่บ้านเหรอ?”
“ใครออกเงินผมไม่รู้ แต่ซ่อมใหม่แล้วจริงๆ เดาว่าน่าจะเป็นเศรษฐีสักคนมั้ง…” หยางผิงรีบเบี่ยงประเด็นแล้วคุยโม้เรื่องวัดเอกดรรชนีต่อ
ตอนนี้หยางหวาสับสนแล้วเหมือนกัน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นไปไม่ได้แต่ก็ฟังอย่างมีความหวัง กินข้าวเสร็จจึงกลับบ้านไปบอกกับภรรยา
หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันที่สองยามเช้า ฟางเจิ้งตื่นนอนนานแล้ว หุงข้าวผลึกหนึ่งหม้อ กินอย่างมีความสุข
หากไม่มีความยั่วยวนของข้าวผลึก ฟางเจิ้งคงไม่ตื่นนอนเช้าขนาดนี้ แต่หลังชิมรสชาติของข้าวผลึก พอถึงเวลาเขาก็จะกินทันที ไม่มีอืดอาด
เพียงแต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ฟางเจิ้งไม่พอใจ หมาป่าเดียวดายที่จะออกไปหาอาหารตอนเช้ากลับไม่ออกไปแล้ว แต่นั่งยองเฝ้าอยู่หน้าห้องครัว พอหุงข้าวเสร็จก็จะแลบลิ้น มองฟางเจิ้งอย่างกระหาย หากเขาไม่สนใจมัน มันจะตวัดลิ้น ตวัดจนน้ำลายกระเด็น…จนเขาต้องแบ่งข้าวมันหนึ่งคำถึงไล่มันไปได้
หลังกินข้าวเสร็จ ฟางเจิ้งทำความสะอาดอุโบสถต่อ เช็ดถูพระพุทธรูป เช็ดตะเกียงน้ำมัน นี่คือสิ่งที่ต้องทำทุกวัน
เมื่อเริ่มวันที่สาม ฟางเจิ้งมองประตูใหญ่ว่างเปล่าพลางถอนหายใจ “หนึ่งเดือนธูปสิบดอก เมื่อไหร่จะสำเร็จกันนะ? นี่ก็วันที่สามแล้ว ไม่รู้ว่าวันนี้จะมีคนมารึเปล่า พวกปู่ถานมาแล้วก็ไม่จุดธูปกันบ้างเลย เฮ้อ”
ชั่วขณะที่ฟางเจิ้งกำลังจดจ่อรอคอย มีเสียงคนดังแว่วมาจากข้างน