งยังขยายวัดได้ด้วย วัดใหญ่ขึ้น ผู้ใหญ่บ้านกับเสมียนจะช่วยนายป่าวประกาศข้างนอกเอง จะต้องมีคนมาจุดธูปบูชาเยอะแน่ วัดนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแสงเทียนไม่สว่างไสวอีกใช่ไหมล่ะ?”
หวังโอ้วกุ้ยพยักหน้าพูดเสริม “หยางผิงสมกับเป็นนักบัญชี พูดได้ดี”
ทว่าฟางเจิ้งกลับส่ายหน้า “อาตมาเป็นนักบวช จะต้องการเงินขนาดนั้นไปทำไม? วัดไม่ใหญ่ จิตใจใหญ่ก็พอแล้ว ส่วนเมล็ด อาตมาเหลือไม่มากจริงๆ”
หยางผิงเห็นฟางเจิ้งเป็นพวกหัวโบราณ ไม่สนใจความรุ่งเรืองจึงไม่มีทางเลือก ได้แต่ถลึงตาและลนลาน
แต่ว่าถานจวี่กั๋วเข้าใจฟางเจิ้ง เอ่ยกู้หน้าให้ “เอาล่ะๆ วัดเป็นของฟางเจิ้ง เขาอยากทำอะไรก็เรื่องของเขา พวกแกเองก็ออกความเห็นบ้าบออะไรก็ไม่รู้ ฟางเจิ้ง ถึงข้าวจะมีไม่เยอะ แต่พวกเราก็อยากลองสักหน่อยน่ะ กินกันคนละนิดแค่ลองรสชาติก็พอแล้ว”
หยางผิงได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าเล็กน้อย ในใจไม่ยินดีอยู่บ้าง ทั้งยังกล่าวด้วยเจตนาไม่ดี “ดมจากกลิ่นข้าวแล้วไม่เห็นว่าจะน่าอร่อยเลย! ข้าวนี่ต้องธรรมดาแน่…”
อีกด้านหนึ่งฟางเจิ้งไม่รู้ว่าหยางผิงกำลังคิดอะไร แต่ก็แบ่งเป็นสี่ส่วนตามที่ปู่ถานว่า หนึ่งคนหนึ่งถ้วยเล็ก จากนั้นสี่คนก็กินกันในครัว หลักๆ คือหนึ่งคนกินได้สองสามคำ จะยอมหรือไม่นั้นก็แล้วแต่
ทว่าหยางผิงกลับไม่ยอม ถามขึ้น “ฟางเจิ้ง มีแค่ข้าวเหรอ? ไม่มีกับข้าวรึไง”
ฟางเจิ้งชี้ไปยังผักป่าที่แช่อยู่บนเตา “มีตรงนั้น จะกินเหรอ?”
หยางผิงชำเลืองตามองแวบหน