ึ่ง ก่อนส่ายหน้าอย่างรังเกียจ “ช่างเถอะ กินข้าวก็ได้ แต่มันก็หอมมาก ไม่รู้ว่ากินแล้วจะเป็นยังไง…เอ่อ เสมียนถาน ผู้ใหญ่บ้านหวังเป็นอะไร? ติดคอรึเปล่า?”
หยางผิงยังพูดไม่จบก็เห็นว่าพอเสมียนถานกินข้าวไปคำนึงแล้วก็ปิดปากอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นหน้าแดงก่ำ น้ำตาไหล
หวังโอ้วกุ้ยไม่ต่างกัน กินไปแล้วเหมือนกับหิวมาสิบปี
พอได้ยินหยางผิงถาม พวกเขาสองคนกลับไม่สนใจ
ฟางเจิ้งกลัวสองคนนี้ติดคอจึงถามขึ้น “ดื่มน้ำหน่อยไหม?”
สองคนส่ายหน้าพร้อมกัน แถมยังมองค้อนฟางเจิ้ง ทำเอาเขาเหงื่อตก นี่ไม่เห็นความหวังดีของคนอื่นเกินไปรึเปล่า? แต่ดูจากใบหน้าแดงก่ำของสองคนแล้ว ฟางเจิ้งก็ยังกังวลจริงๆ แต่ไม่ว่ายังไงสองคนนี้ก็ไม่ยอมดื่มน้ำ เขาก็ช่วยไม่ได้
หยางผิงมองข้าวในชามอย่างสงสัย ภายใต้แสงตะวันส่องสะท้อน ข้าวเหมือนกับผลึกจริงๆ ส่องประกายวาววับราวกับคลุมด้วยแสงตะวันดั่งเทพเจ้าหนึ่งชั้น งดงามอย่างยิ่ง
หยางผิงกำลังจะกล่าวชมก็ได้ยินหวังโอ้วกุ้ยพูดขึ้น “เสี่ยว…หยาง ถ้าแกไม่กินก็ให้ฉัน อย่าเอาแต่มองสิ”
ถานจวี่กั๋วก็เช่นกัน “ให้ฉันเถอะ”
หยางผิงเห็นประกายเหมือนหมาป่าหิวโหยของสองคนนี้แล้วก็รีบกินเข้าไป กลัวว่าขืนช้าจะถูกแย่งไปจริงๆ
หนึ่งคำเข้าปาก ดวงตาหยางผิงพลันเปล่งประกาย ขยายใหญ่ขึ้น! เม็ดข้าวเล็กๆ สดใสอิ่มเอิบ เรียบเนียนเป็นมันวาวเข้าปาก กัดไปทีหนึ่ง เปลือกอ่อนนุ่มนอกเม็ดข้าวแตกออก ส่งกลิ่นหอมเข้มข้น ในความหอมมีความหวาน! ใน