ปากตอนนี้ไม่ใช่ข้าวแล้ว แต่เป็นรสชาติแห่งความสุข!
จากนั้นหยางผิงอดใจไม่ไหวกินเข้าไปคำใหญ่ กินอย่างว่องไวจนหมดชาม! ก่อนเขาจะพบสิ่งที่น่าอนาถ เขาติดคอเหมือนกัน!
“ดื่มน้ำไหม?” ฟางเจิ้งยกน้ำมาให้
หยางผิงมองค้อนฟางเจิ้งก่อนส่ายหน้าอย่างสุดชีวิต
ฟางเจิ้งไม่สบายใจแล้ว สามคนนี้เป็นอะไร? ติดคอแล้วยังไม่ดื่มน้ำอีก?
ตอนนี้เองฟางเจิ้งเห็นสามคนมองมาที่เขาพร้อมกัน! ให้พูดจริงๆ คือมองชามข้าวในมือเขา!
ฟางเจิ้งพลันเกิดความรู้สึกเหมือนถูกหมาป่าหิวโหยจ้องมอง จึงรีบส่ายหน้า “ไม่ได้! นี่ของอาตมา! อาตมายังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย อย่าหวัง”
พูดจบฟางเจิ้งก็นั่งลงข้างๆ หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบผักป่าที่เตรียมไว้เรียบร้อย กำลังจะกินอย่างไม่รีบร้อน
ทว่าพอคีบข้าวขึ้นมายังไม่ทันเข้าปากก็ได้ยินเสียงกลืนน้ำลายลงคอสามเสียงดังแว่วมา
ฟางเจิ้งเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นสีหน้าสำนึกเสียใจภายหลังของสามคน สีหน้านั้นเหมือนเด็กกำลังจะตาย!
ฟางเจิ้งถาม “พวกโยมเป็นอะไรกัน?”
หยางผิงพูดตอบด้วยเสียงสะอื้น “ฉันไม่ควรมอง ผู้ใหญ่บ้าน เสมียน เอ่อ ผมมีธุระต้องขอตัวก่อนนะ มองไม่ลงแล้ว รับไม่ได้”
พูดจบหยางผิงก็ออกไป
หวังโอ้วกุ้ยกับถานจวี่กั๋วมองตากันแล้วก็บอกลากันทันที เพียงแต่ว่าก่อนไป ถานจวี่กั๋วพูดขึ้นจากใจจริง “ฟางเจิ้ง จากนี้ไปแกจะยังมีข้าวแบบนี้อีกไหม?”
ฟางเจิ้งตอบกลับอย่างไม่เข้าใจ “ก็ต้องดูว่าแสงธูปเทียนในวัดเป็นยังไง ถ้าแสงสว่างไสว อาตมาก็มี