ว
ทางภาคเหนือโดยเฉพาะหมู่บ้าน จะมีพื้นที่กว้างแต่คนน้อย ชาวบ้านจะใช้การตะโกนตั้งแต่เด็กเพื่อสื่อสารกัน ดังนั้นตอนพูดจึงค่อนข้างเสียงดัง พอนานเข้าก็ชินและปรับแก้ไม่ได้แล้ว
แต่เวลานี้สามคนเบาเสียงลงโดยไม่รู้ตัว จนเมื่อพวกเขาได้สติกลับมาถึงตกใจ
ตอนนี้ประตูวัดเปิดออก สามคนเดินเข้าไปข้างในเบาๆ อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเข้าประตูไปก็เห็นต้นโพธิ์ในลาน เห็นต้นไม้แก่ที่ตายแล้วยังอยู่รอด ซ้ำร้ายผ่านลมหนาวจนมาถึงปลายฤดูใบไม้ร่วงดันแตกกิ่ง สามคนเห็นดังนั้นพลันเกิดความรู้สึกราวกับเห็นผี
“อาถาน ตอนที่ผมมาครั้งก่อน ต้นไม้นี่ใกล้จะแห้งตายอยู่แล้ว ทำไมถึงยังแตกกิ่งได้? นี่…” หยางผิงพูดด้วยอาการตัวสั่น
“ระวังคำพูดหน่อย! ที่นี่วัดนะ ไม่ใช่ประตูผี มีได้ก็เพราะพระพุทธองค์แสดงอภินิหาร ไม่มีปีศาจผีร้ายอะไรทั้งนั้น แกจะกลัวทำไมหะ!” ถานจวี่กั๋วต่อว่า
หยางผิงถึงได้สติกลับมา ยิ้มเฝื่อนๆ “ก็ผมรู้สึกว่ามันแปลกเกินไปนี่”
“แปลกอะไร ครั้งก่อนที่แกมาก็เมื่อหลายปีก่อน อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปบ้างมันแปลกรึไง?” หวังโอ้วกุ้ยแค่นเสียงหึหึ
หยางผิงมีสีหน้าขมขื่น ไม่ว่าหวังโอ้วกุ้ยหรือถานจวี่กั๋วก็ไม่มีใครเชื่อ แต่เขารู้ดีที่สุดว่าเมื่อหลายวันก่อนเขามาที่นี่จริงๆ! เห็นอย่างที่บอกไว้ก่อนหน้า นั่นคือกระเบื้องแตก ต้นไม้แก่แห้งตาย หลายวันผ่านไปกลับเปลี่ยนไปเช่นนี้ เขารู้สึกว่ามันพิลึกจริงๆ น่ากลัว
“หืม? กลิ่นอะไรน่ะ?” ตอนนี้เองถานจวี่ก