ั๋วพลันสูดลมหายใจเข้าสองที
“หอมมาก! เหมือนกลิ่นข้าวเลย แต่ก็ไม่เหมือน! หอมกว่าข้าวในนาพวกเรามาก…แค่ดมท้องผมก็ร้องจ๊อกๆ แล้ว” หวังโอ้วกุ้ยลูบท้อง
“เหมือนว่าจะมาจากข้างหลัง ไปดูกันเถอะครับ” หยางผิงดมกลิ่นหอม ความคิดฟุ้งซ่านในใจหายไป ก่อนชี้ไปยังประตูข้างหลัง
“ไป ไปดูกัน” ถานจวี่กั๋วพยักหน้า สามคนจึงเรียงกันเข้าไปอย่างเป็นระเบียบ
พวกเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ว่าหากไม่เจอเจ้าบ้านก็ห้ามบุกเข้าไปโดยพลการ ชาวนาทางภาคเหนือก็เยี่ยมญาติกันด้วยวิธีแบบนี้ ไปถึงบ้านใคร หากไม่ใช่ขโมยหรือปล้นก็จะเข้าไปอย่างโจ่งแจ้ง เพียงแต่ว่าปกติจะไม่เข้าไปในห้อง แต่จะเรียกสักสองครั้ง บอกเจ้าบ้านว่าพวกเขามา
ทว่าพอเข้ามาหลังวัด กลิ่นหอมของข้าวกลับรุนแรงกว่าเดิม กลิ่นหอมโชยเข้าจมูก ทำให้เกิดน้ำลายสอในปากจนต้องเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังเคี้ยวหนุบๆ เหมือนกำลังกินอยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะกลิ่นหอมกระตุ้นท้องให้ร้องจ๊อกๆ เป็นการประท้วงล่ะก็ เดาว่าสามคนนี้คงไม่รู้ว่าตนหิวอยู่ และยังคิดว่าตนกินไปแล้วด้วย
ฟางเจิ้งอยู่ในมุมของห้องครัว พอสามคนเข้ามาก็มองผ่านหน้าต่างไปเห็นฟางเจิ้งกำลังยุ่งอยู่ในครัว
“ฟางเจิ้ง! ฟางเจิ้ง!” หยางผิงตะโกนไปก่อน
ตอนนี้ฟางเจิ้งกำลังแช่ผักป่าในซีอิ๊ว เตรียมเป็นกับข้าว ทันใดนั้นได้ยินเสียงคนเรียกจากข้างนอกจึงเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนพูดด้วยความตกใจ “นักบัญชีหยาง? อาหวัง ปู่ถาน? พวกอามาทำอะไรกัน?”
“ทำไมพวกเรา