จะมาไม่ได้หะ? แกสร้างเรื่องใหญ่โตบนเขาแบบนี้ พวกเรามาดูบ้างไม่ได้รึไง?” หวังโอ้วกุ้ยหัวเราะเสียงดัง
ฟางเจิ้งออกมาจากห้องครัว จะหาที่นั่งสักสองตัว แต่ก็กลัดกลุ้ม เพราะที่นี่เหมือนจะไม่มีอะไรนั่งได้
หวังโอ้วกุ้ยด่ายิ้มๆ “เอาเถอะ ไม่ต้องหา วัดเล็กแบบนี้ฉันไม่เห็นว่าจะมีอะไรมาต้อนรับพวกเราได้หรอก และก็ไม่ต้องหาที่นั่งด้วย เป็นคนกันเอง เราไม่สนใจของพวกนั้นของคนในเมืองหรอก นั่งบนพื้นก็พอแล้ว”
พูดจบหวังโอ้วกุ้ยก็นั่งลงบนพื้น ถานจวี่กั๋วก็เช่นกัน แม้หยางผิงจะไม่ยินดีนัก แต่ก็ปัดหินข้างๆ แล้วนั่งลง
ฟางเจิ้งเห็นดังนั้นก็นั่งลงพื้น ลูบหัวโล้นแล้วแสร้งถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว “เรื่องใหญ่อะไรเหรอ?”
“เจ้าเด็กนี่ ไม่เลวเลยนี่? ไม่ได้ขึ้นเขามาหนึ่งปี แกสร้างวัดเอกดรรชนีใหม่ซะแล้ว ไม่เลว!” หวังโอ้วกุ้ยหัวเราะเสียงดัง
ฟางเจิ้งเบะปาก ไม่ได้พูดอะไร แต่มองหยางผิง
หยางผิงกล่าวด้วยความโมโหมาก “ฟางเจิ้ง นายบอกกับผู้ใหญ่กับเสมียนไปเลยนะ ว่าฉันมาที่นี่เมื่อหลายวันก่อน เอาเอกสารราชการให้นายกับมือเลยใช่ไหม?”
ฟางเจิ้งอยากโกหกมาก แต่การโกหกผิดศีล เลยได้แต่พยักหน้า “ใช่”
สิ้นเสียง หวังโอ้วกุ้ยกับถานจวี่กั๋วอึ้งไป เดิมทีคิดว่าหยางผิงแอบขี้เกียจขึ้นเขา ทว่าหยางผิงกลับขึ้นมาจริงๆ ถ้าอย่างนั้นที่เขาพูดมา…หรือจะเป็นความจริง? สองคนมองกัน ต่างเห็นถึงความสงสัยในแววตา
หยางผิงพูดต่อ “ฟางเจิ้ง ฉันถามนายนะ เมื่อหลายวันก่อน ว