หมาป่าเดียวดายวางแม่ไก่ลงแล้วเงียบไป ส่วนแม่ไก่ร้องกระต๊อกๆ ดังวุ่นวายไปหมด ฟางเจิ้งก็ฟังเข้าใจเหมือนกัน
แม่ไก่พูดว่า “ไต้ซือช่วยด้วย! ฉันเป็นไก่บ้านครอบครัวสุจริตตรงตีนเขา! มีเจ้าของแล้ว! ไอ้หมาป่าเฮงซวยมันอาศัยจังหวะที่ฉันไม่ระวังมาจับฉันในเล้าไก่! ช่วยด้วย! ฉันไม่อยากตาย! กระต๊อกๆ”
ฟางเจิ้งหมดคำจะพูด มองแม่ไก่ดิ้นไปดิ้นมาแบบนี้ก็คาดการณ์ได้ ต่อให้เขาไม่ใช่นักบวชก็เชือดไก่มากินเนื้อไม่ลงไหม? เขาเริ่มสงสัยระบบแล้วว่าให้ความสามารถนี้เขาทำไม จะต้องไม่มีเจตนาที่ดีแน่
“เอาล่ะ ไม่ต้องร้องแล้ว เช้าตรู่แบบนี้ คนที่เขารู้ก็คิดว่าแม่ไก่ขัน แต่คนที่ไม่รู้จะคิดว่าฉันกินเธอ” ฟางเจิ้งพูดถึงตรงนี้ก็มีภาพประหลาดวูบผ่านในความคิด ทำเอาเขาสะอิดสะเอียน รีบโบกมือ “หมาป่าเดียวดาย ส่งมันกลับไป จากนี้อย่าขโมยไก่อีก เรื่องกินเดี๋ยวฉันจัดการเอง”
แม้หมาป่าเดียวดายไม่เต็มใจอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยังพยักหน้า คาบไก่อ้วนลงเขาไป
ฟางเจิ้งที่อยู่ไกลๆ ยังได้ยินเสียงร้องจากแม่ไก่อ้วน “ขอบคุณไต้ซือ! ขอบคุณไต้ซือ! ไอ้หมาบ้า คิดว่าดุร้ายนักเรอะ? ทำไมถลึงตามองฉันล่ะ? ฉันก็จะถลึงตามองแกเหมือนกัน ใครกลัวใครล่ะ? แกกล้ากินฉันหรือเปล่าล่ะ? แกไม่กลัวไต้ซือเหรอ บลาๆๆ…”
ฟางเจิ้งฟังเสียงพูดไม่หยุด ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมคนโบราณถึงเปรียบคนที่พูดไม่หยุดเหมือนกับแม่ไก่แก่! มันพูดมากกว่าเป็ดอีก…ขณะเดียวกันเขาก็เห็นใจหมาป่าเดียวดา