ื้อ ตอนนั้นมีหลวงจีนรูปหนึ่งนามว่าพั่วซาน[2] บอกว่าขอเพียงเจ้าบุกเมืองแล้วไม่ฆ่าชาวเมือง ฉันก็จะกินเนื้อ ผลคือจางเซี่ยนจงตอบรับเขา ดังนั้นหลวงจีนพั่วซานถึงกินไปด้วยพูดประโยคนี้ไปด้วย เขาผิดศีลเพื่อช่วยชีวิตคนหลายพันคน ไม่ได้อยากกินเนื้อจริงๆ”
“ไต้ซือ ผมไม่เคยได้ยินตำนานนี้มาก่อนเลย แต่เคยได้ยินมาว่าคำพูดนี้มาจากไต้ซือเต้าจี้หรือจี้กง[3]ในตำนานพื้นเมือง ถูกไหม? อีกอย่าง ในตำนานบอกไว้ว่าจี้กงกินเนื้อดื่มเหล้าก็ยังบรรลุสภาวะจิตหลุดพ้นได้ ถูกไหมคะ?” ฟางอวิ๋นจิ้งพลันกล่าวขึ้น ถึงจะเป็นการถาม แต่กลับมีความหมายโต้เถียงเล็กน้อย
ฟางเจิ้งไม่คิดอย่างนั้นจึงยิ้มและแสดงความเคารพตอบ “ปุถุชนรู้เพียงประโยคนี้ของจี้กง แต่ไม่รู้ว่ายังมีประโยคนี้ต่อ ‘หากปุถุชนเรียนรู้ข้า ก็เหมือนเข้าสู่วิถีมาร’ ‘ผู้ปฏิบัติตามข้าลงนรก ผู้ติเตียนข้าขึ้นสวรรค์’”
“นี่มันหลักการอะไรกัน? ทำไม่จี้กงถึงกินเนื้อดื่มเหล้าได้ คนอื่นทำไม่ได้เหรอคะ?” หม่าเจวียนถาม
ฟางเจิ้งพูดต่อ “จุดยืนของ ‘เหล้าและเนื้อแค่ผ่านลำไส้ พระพุทธองค์สถิตอยู่ในใจ’ นี้ปะปนกับความสูงส่งกับธรรมดา คุณธรรมและการฝึกคุณธรรม เป็นความคิดที่ไม่ดี ทุกสิ่งมีชีวิตล้วนมีธรรมะ ไม่ลดลงในความธรรมดา ไม่เพิ่มขึ้นในความสูงส่ง ดังนั้นเมื่ออยู่ในฐานะคนธรรมดา ความกลัดกลุ้มจะปกคลุม ธรรมะเผยออกมาไม่ได้ หากตัดชีวิตกินเนื้อจะต้องป่วยและมีชีวิตสั้น ภพหน้ายังต้องเป็นเดรัจฉานชดใช้หน