ิงๆ ฉันดันอยากให้หมาป่ามาจริงๆ เสียได้ จากนั้นช่วยคน จากนั้นรับผลประโยชน์ คุณธรรมพังป่นปี้หมดแล้ว…” ฟางเจิ้งลุกขึ้นนั่งด่าทอเบาๆ
“ช่างเถอะ ฉันเองก็ไม่ใช่คนเลวอะไรจริงๆ ออกไปดูหน่อยแล้วกัน” ฟางเจิ้งพูดจบก็สวมจีวรเดินออกไป
ดวงจันทร์อยู่กลางฟ้า นอกวัด พวกวัยรุ่นที่กางเต็นท์เสร็จแล้ว ก่อกองไฟ ตั้งแคมป์ในป่านั่งอยู่รวมกัน กำลังคุยกันเรื่องที่ประสบมาในหลายวันนี้
โดยเฉพาะจ้าวต้าถงที่คุยโม้ น้ำลายกระเด็นไปไกลสามสิบนิ้ว อยู่ใกล้ๆ ถ้าไม่กางร่มคงเป็นหวัดเอาง่ายๆ
ขณะจ้าวต้าถงกำลังพูด หม่าเจวียนพลันแทรกขึ้น “เงียบ ตรงนั้นเหมือนมีบางอย่าง!”
จ้าวต้าถงหันไปมอง ภายใต้แสงจันทร์ตรงนั้นเหมือนมีบางอย่างจริงๆ! ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว พืชหญ้าออกเป็นสีเหลือง หญ้าก็สูงมากจึงมองไม่เห็นว่าหลังกอหญ้ามีอะไร เห็นเพียงหญ้าขยับไหวเบาๆ ส่งเสียงดังแกรกๆ
หม่าเจวียนจับแขนฟางอวิ๋นจิ้งเอาไว้แน่นพลางพูดเบาๆ “อวิ๋นจิ้ง จะมีผีหรือเปล่า? หรือไม่ก็อาจจะเป็นหมาป่า?”
“มะ…ไม่ใช่หรอกมั้ง…” ฟางอวิ๋นจิ้งพยายามปรับสีหน้าสงบนิ่ง แต่ว่าคำพูดกลับติดอ่าง
จ้าวต้าถงหยิบท่อนไม้ใหญ่ที่เตรียมไว้ข้างๆ ขึ้นมาจุดไฟเป็นคบเพลิง “อย่ากลัว ถ้าเป็นหมาป่าก็ไม่เป็นไร หมาป่ากลัวไฟ พวกเรามีไฟอยู่ พวกมันไม่กล้าแน่”
“แฮ่…” เสียงคำรามดังแว่วมาจากกลางพุ่มไม้ จากนั้นมีปากยาวยื่นมาจากกลางพุ่ม เผยคมเขี้ยว ดวงตาสีเขียว ขนสีเทา นั่นหมาป่า! บนหน้าหมาป่าตั