หูหานรีบเข้าไปดึงเชือกก่อนถามขึ้น “เชือกนี่เหรอ?”
“ใช่ เชือกนี่แหละ!” จ้าวต้าถงตอบกลับ
“แน่นมาก ไม่มีปัญหา นายมัดเชือกไว้ที่ตัว พวกฉันจะดึงนายขึ้นไป!” หูหานกล่าว
จ้าวต้าถงรีบขานรับ แค่เชือกข้างๆ นี่ผูกไว้แน่นก็ไม่มีปัญหาสำหรับเขาแล้ว เขายื่นมือไปจับไว้แน่นก็พอ
หูหานข้างบนบอกให้ฟางอวิ๋นจิ้งกับหม่าเจวียนออกแรงดึงพร้อมกัน รวมกับจ้าวต้าถงที่ออกแรงปีนหน้าผาแล้วจึงปีนขึ้นมาได้เร็วมาก
พอจ้าวต้าถงขึ้นมา สี่คนก็นั่งแผ่อยู่บนพื้น ครั้นนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ พวกเขาต่างมีสีหน้าหวาดกลัว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว ฟางอวิ๋นจิ้งได้สติกลับมาจึงพูดขึ้น “นี่ ฟ้าจะมืดแล้ว!”
“แย่แล้ว ทางภูเขาเดินยากด้วย หากตกลงไปอีกก็อาจจะไม่มีต้นไม้ใว้จับหรือเชือกให้พวกเราแล้ว” หม่าเจวียนว่า
“ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” จ้าวต้าถงพลันพูดขึ้น
“อะไรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ?” หูหานถามขึ้นอย่างประหลาดใจ
จ้าวต้าถง “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าตอนไต้ซือของวัดเอกดรรชนีมองฉันจะมีแววตาแปลกๆ แต่ฉันคิดว่าเขาคงไม่มีเจตนาร้ายต่อฉันหรอก ตอนนี้มานึกๆ ดูแล้วเขาอาจจะเห็นว่าฉันมีภัยมากกว่า เพียงแต่ท่าทีของฉันก่อนหน้านี้ขี้โมโหเกินไป เขาเลยไม่บอกก็เท่านั้น แต่ความจริงแล้ว หากเขาบอก ฉันก็คงต่อยเขาสักหมัดแน่ๆ…”
ฟางอวิ๋นจิ้งเสริม “ถ้าอย่างนั้นตอนแรกเขาเห็นหม่าเจวียนจะหกล้ม เลยวางรองเท้าเอาไว้บนขั้นบันได ช่วยหม่าเจวียนเอาไว้ จากนั้