เราเข้าไปเถอะ ไม่พักในกุฏิก็ได้ ให้เราพักในลานวัดก็ได้”
“ใช่แล้วท่านไต้ซือ นั่นหมาป่าเลยนะ! พวกเราไม่มีอาวุธด้วย” หม่าเจวียนร้อนรนแล้วเหมือนกัน
แต่ฟางเจิ้งข้างหลังประตูมีสีหน้าดิ้นรน…
“ติ๊ง! หากไม่มีกฎก็ควบคุมสิ่งโดยรอบไม่ได้ จะทำลายกฎของวัดไม่ได้ ขืนทำลายกฎ ระดับการประเมินจะลดขั้นลง”
ฟางเจิ้งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ถอนหายใจ เขาไม่เปิดประตู แต่กล่าวออกไป “อมิตพุทธ พวกโยมรีบตั้งแคมป์เถอะ อย่างน้อยในละแวกใกล้วัดอาตมาก็ยังปลอดภัย”
พูดจบฟางเจิ้งรีบเดินไปยังห้องครัวไปหามีดหั่นผักมาหนึ่งเล่มกับไม้ตะบองวางไว้ข้างหมอน คิดว่าหากหมาป่ามาจริงๆ เขาจะใช้มันไว้ช่วยคน แต่ลำพังตัวเขาเองไม่ได้หวังไว้มากขนาดนั้น เขามีแรงเท่าไรก็รู้ตัวดี! อย่าว่าแต่หมาป่าเลย แค่หมีบ้าขึ้นมาก็จับเขากดไว้กับพื้นได้แล้ว…
แต่ว่าฟางเจิ้งก็ไม่ได้กังวลจริงๆ ถึงจะมีข่าวลือว่าบนภูเขาเอกดรรชนีมีหมาป่า แต่ก็เป็นแค่ตำนานเท่านั้น อย่างน้อยบนเขาหลายปีมานี้เขาก็เคยได้ยินเสียงหมาป่าตอนเด็ก พอโตมาแล้วไม่เคยเจอหมาป่าอีกเลย เล่าขานว่าผู้คนเหี้ยมโหดนัก ขู่หมาป่าจนตกใจหนีเข้าไปในป่าลึกแล้ว
และเพราะแบบนี้เองฟางเจิ้งถึงกล้าให้คนเหล่านี้พักนอกวัด หากมีหมาป่าวิ่งอยู่ข้างนอกทุกวันจริงๆ เขาคงไม่ให้พวกเขาอยู่ข้างนอก แม้ระบบจะไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่สน ถึงยังไงนี่ก็เกี่ยวกับชีวิตคน
แต่ว่าเขาก็ยังรู้สึกถึงอันตรายอยู่ จึงได้เตรียมมีดหั่นผักกับไม้ตะบ