เพิ่มเยอะ”
“อะไรนะ? เธอจะตายเหรอ?” ฟางเจิ้งอึ้งไป
“ติ๊ง! เส้นทางภูเขาเอกดรรชนีเดินยาก หากบาดเจ็บขึ้นมาแล้วอยู่ในสถานการณ์ไม่มีคนภายนอกช่วยล่ะก็ เธอมีชีวิตไม่ถึงตอนลงเขาแน่”
“อืม…ช่างเถอะ ฉันเป็นผู้ใหญ่ย่อมไม่ถือสาเด็ก อีกอย่างวัดก็ตกแต่งใหม่แล้ว ขืนมีคนตายขึ้นมา คราวหลังคงไม่มีใครมาจุดธูป…” ฟางเจิ้งถอนหายใจก่อนหมุนตัวเดินกลับไป
ช่วงที่ฟางเจิ้งกลับมา จ้าวต้าถงกำลังยืนอยู่ใต้ต้นโพธิ์ คลำลำต้นพลางพึมพำด้วยความแปลกใจ “แปลก นี่มันต้นโพธิ์จริงๆ ด้วย ทำไม่ถึงแตกกิ่งในฤดูใบไม้ร่วงกัน มันอยากตายรึไง? เป็นเมล็ดจากภาคใต้จริงๆ รนหาที่ตายในสภาพอากาศภาคเหนือที่ไม่คุ้นชิน…”
เห็นฟางเจิ้งกลับมา จ้าวต้าถงก็มองฟางเจิ้งด้วยความตื่นตัวพลางตะโกนไป “เณรน้อย แกมาทำอะไรอีก? จะบอกให้นะ พวกเราไม่เชื่อเรื่องดวง ไม่จุดธูป แค่มาดูเท่านั้น!”
ฟางเจิ้งยิ้มพูดอย่างไม่ใส่ใจ “หากพวกโยมจะดูดวง อาตมาก็ดูให้ไม่ได้หรอก หากพวกโยมจะจุดธูป บนโต๊ะบูชามีให้ ธูปธรรมดาฟรี ธูปชั้นดีหนึ่งดอกสองร้อยหยวน จะจุดหรือไม่จุดก็ตามสบาย” พูดจบก็ไม่สนใจจ้าวต้าถงที่มีสีหน้ามึนงง แต่มายืนอยู่หน้าขั้นบันไดที่หม่าเจวียนหกล้มมาชน หลังตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ถอดรองเท้าไว้ วางไว้ตรงจุดที่หม่าเจวียนล้ม
ใกล้จะฤดูหนาวแล้ว รองเท้าฟางเจิ้งเป็นรองเท้าฝ้าย สวมแล้วอุ่นเล็กน้อย แต่ตอนไม่สวมจะเย็นๆ ตอนแรกเขาคิดจะถอดจีวรวางไว้ด้วย แต่พอคิดๆ ดูแล้ว ทำแบบนั