นจึงแค่นเสียงขึ้นจมูกสองครั้งแล้วเดินขึ้นไป
“อวิ๋นจิ้ง แปลกจริงๆ พอมาถึงวัดแล้วความกลุ้มในใจฉันหายไปแล้ว เป็นความรู้สึกที่แปลกมาก มันเงียบสงบ ความรู้สึกสบายใจแบบนี้มันเหมือนกับว่าวางเรื่องทุกข์ใจไว้ที่นี่ได้ทุกเรื่องเลย” เด็กสาวร่างท้วมรั้งเด็กสาวเรียบร้อยพลางพูดเบาๆ
“เสี่ยวเจวียน ฉันก็รู้สึกแปลกเหมือนกัน พอเข้ามาแล้วรู้สึกสบายไปทั้งตัว เสียงดังเอะอะข้างนอกหายไปหมด แม้แต่สวนสาธารณะธรรมชาติยังไม่มีแบบนี้เลย” อวิ๋นจิ้งตอบเบาๆ
“ฉันว่านี่น่าจะเป็นห้วงสมาธิในตำนาน ไม่แน่ว่าที่นี่อาจจะมีไต้ซือ” เด็กหนุ่มหน้าสิววัยรุ่นนามหูหานเอ่ยต่อ
“หูหาน นายอย่าไปตามหม่าเจวียนกับอวิ๋นจิ้งเลย ถ้าที่นี่มีไต้ซือ ฉันจะเลี้ยงข้าวเขาสักมื้อ! ฉันว่านะมันเป็นเพราะในใจพวกเธอต่างหาก พอเข้าวัดหรือวิหารอะไรพวกนี้แล้วในใจเลยเกิดความยำเกรง หรือไม่ก็เป็นธรรมชาติที่จะคิดว่าพระเจ้าปกป้อง จิตใจเลยมีที่พึ่งพาไม่เป็นทุกข์ก็เท่านั้น” เด็กหนุ่มหน้ายาวกล่าว
“เอ๋? จ้าวต้าถง ที่นายพูดมันก็มีเหตุผลอยู่บ้างเหมือนกันนะ ไม่อยากเชื่อว่าปีนเขาครั้งนี้ นายจะเป็นนักปรัชญาไปแล้ว” หม่าเจวียนพูดหยอกล้อพลางหัวเราะอิอิ
จ้าวต้าถงเงยหน้าขึ้น “จริงๆ ฉันก็เป็นนักปรัชญาอยู่แล้ว!”
“อมิตพุทธ คุณโยมทั้งหลาย อาตมาฟางเจิ้ง เจ้าอาวาสวัดเอกดรรชนี มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า” ฟางเจิ้งก็ไม่เคยได้รับการอบรมพุทธศาสนาขั้นพื้นฐานมาก่อน เคยเห็นแต่จากละครในโทรทัศน