รฉบับหนึ่ง แววตาดูคับแค้นใจยิ่ง เงยหน้าเพ่งมองฟ้าพลางสวดบทหนึ่ง “อมิตาพุทธ เป็นวันซวยจริงๆ ฉันแค่อยากสึก! ตอนนี้มาให้เอกสารเก่าๆ แบบนี้ทำไม? หรือแค่เพราะเอกสารเก่าๆ นี่ฉันถึงต้องเป็นเจ้าอาวาสวัดร้างนี่อย่างนั้นเหรอ? หนึ่ง วัดนี่ไม่มีเงิน สองไม่มีคน แม้แต่ธูปยังไม่มี นอกจากพายุฝนกับสีเขียวขจีแล้วก็ไม่มีอะไรดีเลยจริงๆ!
เฮ้อ…ฉันแค่อยากเป็นคนธรรมดาใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่งงานมีลูก จากนั้นตายอย่างสงบ แบบนี้มันยากเรอะ? ตอนแรกก็มีหลวงจีนเฒ่าคนหนึ่งเลี้ยงฉันจนโตอย่างลำบาก ฉันก็อดทน ตอนนี้หลวงจีนเฒ่าไปแล้ว ทำไมฉันยังต้องเปื่อยตายอยู่ในวัดนี้? ไม่! ไม่มีวัน!”
พูดจบ ฟางเจิ้งม้วนเอกสารฉบับนั้นแล้วโยนไว้ในโพรงไม้
จากนั้นกลับเข้าห้อง เก็บสัมภาระเตรียมเดินทาง!
ทว่าตอนที่เดินมาถึงประตูใหญ่ของวัดเอกดรรชนี เขากลับหยุดลง หันไปมองป้ายทรุดโทรมของวัดพลางอดนึกถึงหลวงจีนหนึ่งนิ้วที่เลี้ยงเขาจนเติบใหญ่ไม่ได้ เหตุที่หลวงจีนหนึ่งนิ้วมีนามเรียกอย่างนี้นั่นเป็นเพราะเขามีเพียงนิ้วเดียว นิ้วเดียวทำอะไรได้? เกรงว่าคนส่วนใหญ่คงทำอะไรไม่ได้เลย แต่หลวงจีนหนึ่งนิ้วกลับทำนาด้วยตัวเองได้ จากนั้นอาศัยการบิณฑบาตนำเงินจากการขายกับข้าวมาส่งฟางเจิ้งเข้าโรงเรียนจนถึงมัธยมปลาย
ประตูบานนี้ หลวงจีนหนึ่งนิ้วเป็นคนส่งฟางเจิ้งลงเขาไปเรียนหนังสือ
และเป็นประตูบานนี้ ทุกครั้งที่ฟางเจิ้งกลับมาจะเห็นหลวงจีนหนึ่งนิ้วรอเขาอยู่หน้าประตู
เพ