ียงแต่ว่าผ่านไปในแต่ละปีแต่ละวัน ฟางเจิ้งตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ หลวงจีนหนึ่งนิ้วเตี้ยลง หลังค่อมมากขึ้น อาการปวดต่างๆ ถามหา แต่ฟางเจิ้งไม่เคยเห็นหลวงจีนหนึ่งนิ้วเจ็บปวดมาก่อน ท่านยังคงยิ้มพูดทำนองว่า ได้เห็นฟางเจิ้งเติบโตแข็งแรงขึ้นทุกวัน วัดเอกดรรชนีมีคนสืบทอดต่อแล้ว แค่นี้เขาก็ดีใจและพอใจแล้ว
พอได้ฟังดังนั้น ทุกครั้งฟางเจิ้งจะห่อเหี่ยว พูดอยู่ในใจว่า หลวงจีนท่านนี้ไม่เหมือนไต้ซือเลยสักนิด! ไต้ซือไม่ควรพูดแบบนี้ หรือจะพูดให้ฉันคิดได้กัน?
น่าเสียดายค่าเรียนมัธยมปลายสูงเกินไป หลวงจีนหนึ่งนิ้วร่างกายเริ่มแย่ลง ไม่มีแรงส่งฟางเจิ้งเรียนหนังสือต่อ ฟางเจิ้งเลยขึ้นเขากลับมาอยู่กับหลวงจีนหนึ่งนิ้ว น่าเสียดายหลวงจีนหนึ่งนิ้วไม่ให้เขาทำนา ให้แต่อ่านพุทธคัมภีร์ เรียนพระธรรม กินข้าว ตักน้ำอะไรทำนองนี้ตามที่หลวงจีนหนึ่งนิ้วทำ
เวลาผ่านไปสามปี หลวงจีนหนึ่งนิ้วมรณภาพแล้ว
ฟางเจิ้งเรียนมัธยมปลายไม่จบมาสามปี คนรุ่นเดียวกันใกล้จะขึ้นปีสี่ แต่เขายังอยู่วัดเอกดรรชนี จึงเต็มไปด้วยความคับแค้นต่อที่นี่ อยากจะพูดกับหลวงจีนหนึ่งนิ้วว่าจะลงเขาไปหางานทำหลายครั้ง ไปใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดา ไม่อยากลำบากแล้ว
แต่ทุกครั้งที่เห็นสีหน้าเจ็บปวดของหลวงจีนหนึ่งนิ้ว เขาจะทำใจพูดต่อไม่ได้
ฟางเจิ้งคิดมาตลอดว่าเขาคือซุนหงอคง ส่วนหลวงจีนหนึ่งนิ้วคือบ่วงของพระถังซัมจั๋งสวมอยู่ที่หัว ให้เขาไม่มีอิสระไปชั่วชีวิต แต่หลังจากหลวงจีนหนึ่งน