แม่ทัพเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า แสงตะวันสาดกระทบใบหน้าของเขา เขาก็คือองค์ชายของต้าฉี ฉีเหิง
ใบหน้าของฉีเหิงเต็มไปด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า แต่แววตาของเขามีแต่เปลวเพลิงร้อนระอุ เปลวเพลิงดวงนั้นกำลังลุกโหมแผดเผา เงาร่างหนึ่งเหินลงมาจากท้องฟ้า เหยียบบนภูเขาซากศพเบื้องหน้าเขา คนผู้นั้นสวมเสื้อคลุมโปร่งบางสีเขียวกับกระโปรงลายเมฆสีม่วง รูปร่างอ่อนแอนอรชร เกล้าผมเป็นมวยคู่ บนมวยผมเสียบปิ่นหยกประดับทองเล่มหนึ่ง ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าโปร่งบางแลดูลึกลับ แต่บรรยากาศรอบตัวประหนึ่งเทพธิดาเสด็จลงมายังโลกมนุษย์
“เจ้าพิสูจน์ตนเองแล้ว เจ้าจะได้รับการสนับสนุนจากเผ่าของข้า” หญิงสาวเอ่ยเสียงนุ่มละมุน ฉีเหิงได้ยินก็ผลิรอยยิ้ม ฉีเหิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “แม่นางเวย ข้าหวังว่าจะเห็นความจริงใจของตระกูลพวกเจ้าในเร็ววัน”
แม่นางเวยได้ยินดังนั้นก็ตอบว่า “ภายในครึ่งปี ตระกูลเวยจะส่งกองทัพสามแสนคนและลูกศิษย์ตระกูลเวยไปรับใช้องค์ชาย ช่วยองค์ชายแย่งชิงราชบัลลังก์” ฉีเหิงหัวเราะ “ถ้าเช่นนั้นข้าจะชะเง้อคอรอ” แม่นางเวยเหินกายจากไปอย่างรวดเร็ว ฉีเหิงแหงนหน้ามองจักรวาลหมื่นลี้ที่ฉายอยู่บนท้องนภา เขาพึมพำว่า “เสด็จพ่อ หากท่านจะให้ข้าอยู่เยี่ยงสุนัข มิสู้ยกต้าฉีให้ข้าเถิด” เขายกมุมปากยิ้มอย่างถือดี
เดือนสิบ ภายในลานเรือน ไปฉีวิ่งจากด้านนอกเข้ามาหมอบอยู่ข้างกายเขา มันยิ้มแล้วเอ่ยว่า “นายท่าน เจ้าหนูน้อยสิบแปดคนนั้นแข็งแกร่งขึ้น