้นก็เห็นชายหนุ่มรูปงามพิสุทธิ์ผู้หนึ่งอยู่เหนือศีรษะตน เขามองเธอพลางยิ้มตาหยี
“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าอยากกินกระต่ายย่างอีกแล้วหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์ยิ้มพลางลุกขึ้นนั่ง
“ใช่แล้วๆ กระต่ายย่างที่พี่หญิงทำนั้นอร่อยยิ่งนัก” ซีเหมินเฟิงดึงมือซือหม่าโยวเย่ว์ให้ลุกขึ้นแล้วพูดว่า “พี่หญิง ท่านเร็วหน่อยสิ อีกประเดี๋ยวหากท่านแม่เห็นเข้าก็จะเรียกข้าไปเรียนสิ่งเหล่านั้นอีก”
“เฟิงเอ๋อร์ เจ้าเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลซีเหมิน ต้องรับช่วงต่อตระกูลซีเหมินในภายภาคหน้า ท่านแม่ให้เจ้าศึกษาสิ่งเหล่านั้นก็เพื่อที่ในภายภาคหน้าเมื่อเจ้าเป็นประมุขตระกูล จะได้นำพาตระกูลให้ก้าวหน้าไปไกลขึ้นอีกอย่างไรเล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“ความจริงแล้วพี่หญิงต่างหากเล่าที่เป็นผู้ล้ำเลิศที่สุดในตระกูล ถ้าหากให้ท่านเป็นประมุขตระกูล จะมีใครหน้าไหนกล้ารังแกตระกูลซีเหมินของพวกเราได้เล่า!” ซีเหมินเฟิงพูด
ซือหม่าโยวเย่ว์แย้มยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้านี่… อย่ามาใช้ข้าเป็นเกราะกำบังเลย ไปเถิด ไปจับกระต่ายวิญญาณกันดีกว่า พอกินแล้วเจ้าต้องรีบกลับไปที่โรงเรียนเลยนะ”
“ก็ได้ พี่หญิงให้ข้าทำ แล้วข้าจะกล้าไม่ทำได้อย่างไรกันเล่า” ซีเหมินเฟิงพูดด้วยรอยยิ้มกว้