นี้ได้อย่างกระจ่างชัดเจนราวกับนับทรัพย์สมบัติในบ้าน จึงถามว่าเพราะเหตุใดจึงรู้ได้อย่างละเอียดชัดเจนเช่นนี้
“ข้าเชื่ออยู่ตลอดว่าฝ่าบาทต้องทรงกลับมา ดังนั้นจึงได้ใส่ใจในเรื่องราวของเมืองหลวงมาโดยตลอด” ท่านอากุ้ยพูด “ถึงแม้ว่าหลายปีนี้จะดูเหมือนข้าไม่แยแสอะไร แต่ความจริงแล้วข้าให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา”
“ท่านอากุ้ย ลำบากท่านแล้ว” โอวหยางเฟยพูดอย่างซาบซึ้ง
“ฝ่าบาทตรัสเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้ฟังท่านอากุ้ยพูดเช่นนี้ อิทธิพลของโอวหยางตงผู้นี้ก็ยิ่งใหญ่พอตัวเลยนะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
คนในห้องกลอกตาใส่เธอทีหนึ่ง นี่มิใช่คำพูดไร้สาระหรอกหรือ อิทธิพลของจักรพรรดิองค์ใดไม่ยิ่งใหญ่บ้างเล่า
“จ้องมองข้าเช่นนี้กันหมดทำไมเล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ข้ายังพูดไม่จบเลยนะ”
“เจ้าว่ามาสิ”
ซือหม่าโยวเย่ว์หัวเราะหึๆ แล้วเอ่ยต่อไปว่า “ข้าจะบอกว่าอีกฝ่ายมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น พวกเรามีกันแค่นี้ ก็ไม่แน่ว่าจะกระชากเขาลงมาจากบัลลังก์มังกรได้หรอกนะ พวกเราจำเป็นต้องรวบรวมกำลังทางนี้ด้วย”
“แต่จะทำให้ขุมอำนาจมากมายเช่นนั้นมาร่วมมือกันภายในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า” เจ้าอ้วนชวีถาม
“อันที่จริงแล้ว