้างหรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“เจ็บจะตายอยู่แล้ว!” เจ้าคำรามน้อยกระเด็นออกไปไกลพอสมควรก่อนร่วงลงสู่พื้น มันถลึงตาใส่ซือหม่าโยวเย่ว์อย่างคาดโทษ
แต่ทันใดนั้นมันก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันตรายขุมนั้นจึงรีบดีดตัวขึ้นมา “แย่แล้ว นี่มันเรื่องอันใดกัน กลิ่นอายน่าหวาดหวั่นอะไรเช่นนี้!”
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นเจ้าคำรามน้อยทะยานออกไปก็รู้แล้วว่าของสิ่งนั้นมิอาจกีดขวางมันเอาไว้ได้ จึงเอ่ยเร่งว่า “เจ้ารีบพาพวกเราออกไปเร็วเข้าสิ!”
“อืม” ขาเล็กสั้นป้อมทั้งสี่ของเจ้าคำรามน้อยวิ่งเข้ามา ให้อย่างไรก็มิอาจวิ่งเร็วได้ ครู่ใหญ่จึงมาถึง มันยื่นอุ้งเท้าเข้าไปใกล้บริเวณผิวดินแล้วทำเป็นวงกลมสีฟ้าขึ้นมา “อีกฝ่ายแข็งแกร่งพอตัวเลย ตอนนี้ข้าทำได้ใหญ่ที่สุดแค่นี้แหละ”
ซือหม่าโยวเย่ว์เคยเห็นวงแสงสีฟ้าเช่นนี้มาก่อน เธอย่อตัวให้เตี้ยลงแล้วออกไป
คนของตระกูลซือหม่าพากันย่อตัวลงแล้วออกไปจากวงแสงนั้นโดยไม่ลังเล
“ขึ้นเรือ!” ผู้อาวุโสใหญ่ออกมาเป็นคนสุดท้ายแล้วออกคำสั่ง
คนบนเรือเห็นความผิดปกติทางนี้อยู่ก่อนแล้ว พอเห็นพวกเขาขึ้นเรือกันครบหมดแล้วจึงรีบออกเรือ
เมื่อเรือแล่นออกจากชายฝั่ง คนของตระกูลซือหม่ายืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ จึงเกิดความรู้สึกราวกับเพิ่งรอดพ้นจากภัยพิบัติ
“พวกเจ้าว่านั่นคือสิ่งใดหรือ!” ทหารยามคนหนึ่งตะโกนพลางชี้ไปยังเกาะลืมกังวล ภายในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความตระหนกตกใจ
……………………………………………..