ภายในห้องของเสี่ยวถู พวกซือหม่าโยวเย่ว์ทั้งห้าคนนั่งอยู่รอบโต๊ะ ทุกคนจ้องมองเสี่ยวถู แววตาของแต่ละคนราวกับจ้องมองสัตว์ประหลาดอย่างไรอย่างนั้น
เสี่ยวถูถูกพวกเขาจ้องมองเสียจนขนพองสยองเกล้า จึงหดคอโดยสัญชาตญาณ
“พี่ชาย พี่สาว พวกท่าน…” พวกท่านอย่ามองข้าเช่นนี้อีกเลย! เสี่ยวถูโอดครวญอยู่ในใจ
เจ้าอ้วนชวีเอ่ยปากพูดเป็นคนแรก “เจ้ารับสัมผัสธาตุแสงสว่างได้จริงๆ หรือ”
เสี่ยวถูพยักหน้าหงึกหงักอย่างหวาดกลัว
“แล้วยังรับสัมผัสธาตุน้ำและธาตุน้ำแข็งได้อีกด้วยอย่างนั้นหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์มองเขาด้วยสองตาเปล่งประกาย
เสี่ยวถูพยักหน้าอย่างหวาดกลัวอีก
“เพิ่งจะหนึ่งวันหนึ่งคืน เจ้าก็ดูดซับปราณวิญญาณเข้าสู่ร่างกายได้แล้วอย่างนั้นหรือ” โอวหยางเฟยถาม
เขาพยักหน้าต่อไป
“หึๆ มิเสียทีที่เป็นต้นกล้าที่พวกเราค้นพบ ร้ายกาจเสียจริง!” เป่ยกงถังพูดอย่างเบิกบานใจ
“อ๊า… ช่างเป็นคนเหนือคนโดยแท้!” เจ้าอ้วนชวีร้องเสียงดังแล้วทอดตัวลงบนโต๊ะ “เดิมทีมีโยวเย่ว์คอยกระตุ้นอยู่คนหนึ่ง พวกเราก็บีบหัวใจจะแย่อยู่แล้ว ตอนนี้ยังมีเจ้าเด็กน้อยโผล่มาอีกคน ไม่กล้าคิดเลยจริงๆ ว่าตอนที่เขาอายุเท่าพวกเราจะล้ำเลิศเพียงใด! สวรรค์เอ๋ย เหตุใดจึงต้องมาทิ่มแทงพวกเราเช่นนี้ด้วยเล่า!”
สวรรค์ไม่ได้ยินเสียงคร่ำครวญของเจ้าอ้วนชวี แต่ซือหม่าโยวเย่ว์กลับตบศีรษะเขาอย่างแรงทีหนึ่งพลางพูดว่า “พรสวรรค์ของเจ้า หากเอาไปเทียบกับผู้อื่นข้างนอกก็ทิ่มแทงผู้อื่นเ