างเรียบเรื่อย นอกจากท่าทีตกใจเล็กน้อยตอนที่เห็นไป๋หยวนฉุนเมื่อครู่นี้แล้ว เขาก็ไม่มีสีหน้าอื่นใดอีก
“จริงหรือ เช่นนั้นก็ต้องมาดูกันว่าเจ้าจะมีปัญญาหรือไม่” ไป๋หยวนฉุนพูดจบก็ดีดร่างขึ้นมาเผชิญหน้ากับพวกเขากลางอากาศ
ฉินหมิงก็ทะยานร่างขึ้นมาด้วย เขามองไป๋หยวนฉุนพลางเอ่ยว่า “นับรวมข้าด้วย พวกเราก็มีจ้าววิญญาณรวมทั้งสิ้นสามคน เจ้าคิดว่าจ้าววิญญาณอย่างเจ้าเพียงคนเดียวจะพลิกกระแสน้ำได้หรือไม่เล่า”
“ใครบอกว่าพวกเรามีจ้าววิญญาณเพียงคนเดียวกันเล่า” ไป๋อวิ๋นฉียิ้มเยาะมองฉินหมิง “บอกแล้วว่าผู้ที่เชื่อข่าวลือช่างไร้เดียงสานัก เจ้าก็ยังไม่ยอมรับอีก!”
“เฮอะ หรือว่าเจ้ายังหาตัวจ้าววิญญาณสองคนออกมาได้อีกเล่า เจ้าเห็นจ้าววิญญาณเป็นผักกาดขาวหรืออย่างไร” ฉินหว่านพ่นลมออกทางจมูกอย่างดูแคลนคำพูดของเขา
“เจ้าช่างโง่เง่านัก! ความเข้มข้นต่างหากเล่าที่เป็นสิ่งสำคัญ! พวกเราต้องการเพียงแค่คนเดียวก็จัดการพวกเจ้าได้หมดสิ้นแล้วล่ะ!” เจ้าอ้วนชวีพูดพลางบีบจมูก
“ฝันเฟื่อง” โอวหยางเฟยเอ่ยเตือนอย่างเรียบเฉยอยู่ข้างๆ
“เขาฝันเฟื่องตั้งแต่เมื่อใดกัน” เว่ยจือฉีอมยิ้ม
“ก็จริงอยู่” โอวหยางเฟยพยักหน้า
“เฮ้ๆๆ ข้าเพิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองหัวโบราณอยู่เหมือนกัน พวกเจ้ามารื้อเวทีข้าทำไมกัน!” เจ้าอ้วนชวีพูดอย่างไม่พอใจ
“เช่นนี้มิได้เรียกว่ารื้อเวที การรื้อเวทีมิได้ทำเช่นนี้เสียหน่อย เจ้าอ้วน เจ้าใช้คำศัพท์ไม่เหมาะสมเลยนะ!” ซือหม่าโยว