้าๆ อยู่นั่นแหละ” ซุนหรานหร่านพูด “พี่ฉุน จ้าววิญญาณสองคนนั้นมีพลังยุทธ์เป็นเช่นไรบ้างหรือ”
“คนหนึ่งเป็นขั้นสอง อีกคนเป็นขั้นสาม” ไป๋หยวนฉุนพูด “ตอนนี้ข้าเลื่อนระดับไปถึงขั้นสามแล้ว เมื่อเทียบกับพวกเขาก็ยังด้อยกว่าอยู่เล็กน้อย คนระดับจ้าววิญญาณขั้นสามผู้นั้นดูไม่เหมือนผู้ที่เพิ่งจะเลื่อนระดับเร็วๆ นี้เลย”
“กลัวอะไรกันเล่า!” ไป๋อวิ๋นฉีพูด “ในเมื่ออีกฝ่ายมีจ้าววิญญาณสองคน พวกเรากำจัดทิ้งไปคนหนึ่งก็ใช้ได้แล้วนี่ เรื่องที่ท่านพ่อเกือบถูกฆ่าตาย จะปล่อยไปเช่นนี้มิได้เป็นอันขาด!”
“อยากจะฆ่าสักคนหนึ่ง ทำไม่ได้ง่ายเหมือนพูดหรอก!” ซุนหรานหร่านขมวดคิ้ว
“ท่านแม่ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าเรามีผู้ที่ร้ายกาจกว่าอยู่” ไป๋อวิ๋นฉีพูด
“ผู้ที่ร้ายกาจกว่าอย่างนั้นหรือ” ซุนหรานหร่านชะงักไปครู่หนึ่งก่อน จากนั้นจึงพูดอย่างนึกออกว่า “เจ้าหมายถึงเจ้าไก่ฟ้าอย่างนั้นสินะ”
“ถูกต้องแล้ว เขานั่นแหละ” ไป๋อวิ๋นฉีพูด “เขาเป็นถึงสัตว์อสูรเหนือเทพ แม้ต้องสู้กับจ้าววิญญาณก็ไม่หวั่น! กลัวแต่ว่าเขาจะไม่ยอมลงมือเท่านั้น ถึงอย่างไรเขาก็รับปากเพียงแค่ว่าจะอารักขาโยวเย่ว์เท่านั้น”
“ถ้าหากเป็นไปได้ พวกเราบอกให้โยวเย่ว์ช่วยก็ได้นี่” ซุนหรานหร่านไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่แล้วพูดว่า “ข้าก็ไม่เห็นว่าเด็กผู้นั้นจะเป็นคนพูดด้วยยากแต่อย่างใดเลย”
“ยิ่งกว่าพูดยากเสียอีก ท่านไม่เห็นสีหน้าของพวกจือฉีเมื่อครู่หรือ ข้าว่าตอนนี้พวกเขาคงแค้นฝังใจกับค