่อนไหวด้านในจึงแหวกผ่านฝูงชนแล้วแทรกตัวเข้าไปด้านหน้า
พวกซือหม่าโยวเย่ว์ตามเข้าไปก็เห็นหญิงสาวอายุราวๆ ยี่สิบ สวมอาภรณ์งามหรูหราถือแส้เอาไว้ในมือพลางฟาดใส่เด็กวัยไม่กี่ขวบคนหนึ่งไม่ยั้ง
“หยุดนะ!” ไป๋อวิ๋นฉีเห็นเด็กน้อยถูกแส้ฟาดจนแทบจะหมดสติอยู่รอมร่อ จึงตะโกนเสียงดังลั่น “นางมารเช่นเจ้า มารังแกชาวบ้านสามัญบนท้องถนน เด็กเล็กเช่นนี้เจ้าก็ยังลงมือได้!”
ฉินหว่านที่กำลังฟาดอย่างสนุกมือได้ยินว่ามีคนประณามตนจึงหยุดการกระทำในมือครู่หนึ่ง แล้วมองมาทางด้านนี้
“ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็เป็นเจ้างั่งอย่างเจ้านี่เอง!” ฉินหว่านมองเห็นไป๋อวิ๋นฉีจึงเอ่ยว่า “เจ้ามิได้ตายอยู่ที่เทือกเขาสั่วเฟยย่า แล้ววิ่งกลับมายุ่งเรื่องที่ข้าตีคนอื่นทำไมกัน! วันนี้คุณหนูเช่นข้าไม่มีอารมณ์จะต่อสู้กับเจ้า ไสหัวไปเสีย!”
พอพูดจบนางก็ชูแส้ขึ้นอีกครั้ง สายตาเล็งจะฟาดลงบนร่างของเด็กน้อย
ไป๋อวิ๋นฉียังไม่ทันขยับเขยื้อน เงาร่างสายหนึ่งก็วิ่งจากด้านหลังเข้าไปคว้ามือของฉินหว่านเอาไว้
“เป่ยกง?”
เป่ยกงถังคว้ามือฉินหว่านเอาไว้แน่น ทำให้นางมิอาจฟาดแส้ในมือลงไปได้
“เจ้าเป็นนางแพศยามาจากที่ใดกัน ถึงกับกล้ามาขัดขวางคุณหนูเช่นข้า!” ฉินหว่านเห็นมือของตนถูกเป่ยกงถังคว้าเอาไว้จึงตะคอกใส่อย่างโมโห
“ปล่อยเด็กน้อยผู้นี้ไปเสีย!” เป่ยกงถังพูดอย่างเย็นชา
“ล้อเล่นหรือไร เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูเช่นข้าคือใคร ถึงได้กล้ามาออกคำสั่งกับข้าน่ะ นางแพศยาไม