าลงในทันที ก่อนจะเหินทะยานเข้าไปในกิ่งไม้หนาทึบแล้วสังเกตการณ์ดูสถานการณ์เบื้องล่างผ่านช่องว่าง
เพียงครู่เดียว บุรุษหนุ่มคนหนึ่งก็ถือหลิงหลงของตนวิ่งเข้ามา ดูเหมือนเหนื่อยอ่อนอย่างยิ่ง เขาเอนพิงลำต้นของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งพลางหอบหายใจ
“เจ้านาย ไม่มีกลิ่นอายของจิ้งจอกม่วงแล้ว” สัตว์อสูรวิเศษของชายหนุ่มดมไปทั่วทุกทิศทางแล้วเอ่ยขึ้น
พอชายหนุ่มได้ยินก็โมโหทันที เขาใช้มือหนึ่งตบหัวสัตว์อสูรวิเศษของตน
“แค่นี้ยังพลาดได้ โง่เง่าถึงเพียงนี้ เจ้าเป็นหมูสินะ!”
สัตว์อสูรวิเศษมองเจ้านายของตนอย่างโศกเศร้าในทันใดแล้วเอ่ยว่า ”เจ้านาย แต่ไหนแต่ไรข้าก็เป็นหมูอยู่แล้วนะ!”
“ต่อให้เจ้าเป็นหมู เจ้าก็ไม่ควรโง่เง่าถึงเพียงนี้อยู่ดี!” ชายหนุ่มกุมหน้าผากด้วยสีหน้าเหลืออด
“พรืด…”
เจ้าอ้วนชวีได้ฟังคำพูดของพวกเขาแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ใครน่ะ!” ชายหนุ่มหันหน้ามามอง ก็เห็นว่าบนต้นไม้มีคนยืนอยู่หลายคนเลยทีเดียว
เจ้าคนพวกนี้ขึ้นไปตั้งแต่เมื่อไรกัน เพราะเหตุใดก่อนหน้านี้เขาจึงไม่รู้สึกเลยเล่า ถ้าหากมิใช่เพราะตนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนี้แล้วเงยหน้าขึ้นไปมองพอดีก็ไม่แน่ว่าจะมองเห็นพวกเขาได้
เมื่อเห็นว่าถูกพบตัวเสียแล้ว พวกซือหม่าโยวเย่ว์จึงกระโดดลงมากันหมด แล้วมองประเมินมนุษย์และสัตว์อสูรคู่นี้
ชายหนุ่มใบหน้าละมุนละไม แววตากระจ่างใส ดูแล้วไม่เหมือนคนโฉดชั่ว ดูจากที่เขาพูดกับสัตว์อสูรวิเศษของตนแล้วเหมือนคนประเภทสมองกลวงมา