งตนอยู่ตรงนั้นจึงกลอกตาใส่โดยไม่เอ่ยวาจา แต่มือกลับมิได้เคลื่อนไหวช้าลงเลย
ตอนนี้เขามิใช่เด็กหัวขนที่ตอนเข้าสู่ภูเขาใหม่ๆๆ พอได้ยินพวกเขาพูดถึงตนจนจิตใจฟุ้งซ่าน แล้วถูกคู่แข่งโยนออกไปอีกต่อไปแล้ว การฝึกอย่างยากลำบากตลอดหลายเดือนมานี้ทำให้เขาเติบใหญ่ขึ้นมาไม่น้อยเลย
เว่ยจือฉีและเจ้าอ้วนชวีต่อสู้กันมาเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ยังคงเป็นเว่ยจือฉีที่เหนือกว่าอยู่เล็กน้อย
ถึงแม้ว่าเจ้าอ้วนชวีจะพ่ายแพ้ แต่ก็ยังคงอารมณ์ดี เขาเอนตัวลงบนพื้นแล้วหัวเราะเสียงดังลั่น “ฮ่าๆ คราวนี้ข้ายืนหยัดได้นานกว่าครั้งก่อนเสียอีก จือฉี ไม่แน่ว่าอีกไม่นานข้าอาจจะเอาชนะเจ้าแล้วก็ได้!”
“ข้าจะรอนะ” เว่ยจือฉีพูดอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
ทั้งสองพักผ่อนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป่ยกงถังและโอวหยางเฟยก็เริ่มสู้กันบ้าง เพิ่งต่อสู้กันไปได้ไม่นานก็ได้ยินเจ้าคำรามน้อยวิ่งเข้ามาหาพวกเขาด้วยเสียงโหยหวน
“เย่ว์เย่ว์ วิ่งหนีเร็วเข้า โจรร้ายมาแล้ว!”
ซือหม่าโยวเย่ว์มองไปยังทิศทางที่เจ้าคำรามน้อยวิ่งมาปราดหนึ่งแล้วก็ตะลึงตาค้างไปในทันใด บ้าเอ๊ย สัตว์อสูรเทพฝูงนั้นนั่นมันเรื่องบ้าอันใดกัน!
เจ้าคำรามน้อยเหาะมาตรงหน้า สัตว์อสูรเทพฝูงหนึ่งไล่ตามมาด้านหลัง ท่าทีดุร้ายโหดเหี้ยมนั้นดูคล้ายกับว่าเจ้าคำรามน้อยไปยั่วยุพวกมันแล้วจึงถูกเขาไล่ล่าสังหาร
“เย่ว์เย่ว์ ช่วยข้าด้วย!” เจ้าคำรามน้อยมองเห็นซือหม่าโยวเย่ว์แต่ไกล จึงเพิ่มความเร็วเหาะตรงมา