ื่อยว่า “ผู้ใดกำหนดหรือว่าเป็นนักหลอมยาแล้วมิอาจเป็นนักฝึกสัตว์อสูรได้”
พอพูดจบเธอก็ยื่นมือเข้าไปในกรง
ผู้คนจำนวนไม่น้อยเห็นเธอสัมผัสอสูรหมีดินตรงๆ ก็ตกใจจนหลับตาแน่น
กรงสัตว์อสูรวิเศษนี้ดูเหมือนจะกักพลังยุทธ์ของมันเอาไว้ด้วย ถึงแม้ว่าแววตาจะดุร้าย ทั้งยังหงุดหงิดอย่างยิ่ง แต่กลับมิได้ขบกัดมือเธอแต่อย่างใด
เธอวางมือลงบนหน้าผากของอสูรหมีดินแล้วโคจรเคล็ดควบคุมสัตว์อสูรขึ้นมา เริ่มต้นฝึกมันให้เชื่อง
เป่ยกงถัง โอวหยางเฟย และเจ้าอ้วนชวีผ่านทางมา ก็เห็นเว่ยจือฉีผู้ยืนอยู่กลางพื้นที่ว่าง จึงรีบเบียดตัวเข้ามาดูว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไร เมื่อเห็นซือหม่าโยวเย่ว์ที่กำลังฝึกอสูรหมีดินอยู่ เจ้าอ้วนชวีก็ตกใจจนคางแทบร่วงหล่นลงมา
“จือฉี โยวเย่ว์กำลังทำอะไรน่ะ เจ้าอย่าบอกว่านางกำลังฝึกสัตว์อสูรอยู่เชียวนะ!” เจ้าอ้วนชวีมายังข้างกายเว่ยจือฉีแล้วถามขึ้น
“เจ้ามิได้เห็นหมดแล้วหรอกหรือ” เว่ยจือฉีกลอกตาใส่เจ้าอ้วนชวีปราดหนึ่ง
เป่ยกงถังมองอสูรหมีดินภายในกรงพลางเอ่ยว่า “ที่อยู่ในกรงคงเป็นสัตว์อสูรทิพย์สินะ ทั้งยังเป็นอสูรหมีดินขั้นสองอีกด้วย”
“อะไรนะ!” เจ้าอ้วนชวีได้ฟังแล้วรีบยื่นมือไปกุมคางของตัวเองเอาไว้ มิฉะนั้นเขาก็กลัวว่าคางของตนคงจะหล่นหายไปเสียจริงๆ