ต่กลับดุจดังอสนีบาตสายหนึ่งที่ฟาดเข้าไปกลางหัวใจซือหม่าโยวเย่ว์
ดาบเปลวอัคคีที่ถูกปิดผนึกค่อยๆ สลายตัวไปตามน้ำเสียงของเขาราวกับไม่มีธาตุไฟปราณวิญญาณคอยส่งเสริม
“พรึ่บ…”
“พรึ่บ…”
อาวุธวิญญาณของตนถูกบีบให้สลายไป ทำให้ซือหม่าข่ายและซือหม่าเลี่ยล้วนได้รับผลสะท้อนกลับจนกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง แต่ละคนกุมหน้าอกพร้อมกับร่นถอยหลังไปหลายเมตร
“พี่เลี่ย ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่!” ซือหม่าชิงเห็นซือหม่าเลี่ยได้รับบาดเจ็บจึงพุ่งตัวเข้าไปหาในทันใด มาถึงยังข้างกายเขาแล้วมองเขาอย่างเป็นห่วงเป็นใย
ซือหม่าเลี่ยเห็นซือหม่าชิงพุ่งเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัวอันตราย จึงลูบศีรษะนางเหมือนสมัยเด็กๆ พลางเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ยังมีชิงเอ๋อร์ที่ยังคงเหมือนกับสมัยก่อนอยู่คนหนึ่ง”
ขอบตาของซือหม่าชิงแดงก่ำขึ้นมาในทันใดแล้วพูดว่า “พี่เลี่ย อย่าฝืนอีกเลย พี่ใหญ่ใกล้จะเลื่อนไปถึงระดับจ้าววิญญาณแล้ว ท่านเอาชนะเขาไม่ได้หรอก! กลับไปกับพวกเราดีกว่า กลับไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้นให้กระจ่าง”
“ชิงเอ๋อร์ เจ้าคิดว่ายังจะพูดเรื่องนี้ให้กระจ่างได้อยู่หรือ” ซือหม่าเลี่ยหัวเราะอย่างขมขื่น “ถ้าหากทำได้จริงๆ แน่นอนว่าพวกเราคงไม่จำเป็นต้องหนีมาหรอก!”
“พี่เลี่ย…” ซือหม่าชิงเห็นความเจ็บปวดในดวงตาของซือหม่าเลี่ย นางขบริมฝีปาก คิดจะเอ่ยแนะนำเขาแต่กลับมิอาจพูดออกมาได้
“เลี่ย เรื่องในตอนนั้นยังมิได้ตรวจสอบให้กระจ่าง แต่พวกเจ้ากลับนำ