ๆ นั่นแหละ”
ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่ประหลาดใจเลย เพราะนี่เป็นเรื่องที่เธอคาดเดาได้อยู่แล้ว
“อาจารย์พ่อ เช่นนั้นท่านรู้…” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดไปได้ครึ่งประโยคก็หยุดลงกลางคัน มิได้เอ่ยคำพูดที่เหลือออกมา
“เจ้าอยากถามว่า เหตุใดพวกเขาต้องปล่อยเจ้าเอาไว้ที่นี่ด้วยใช่หรือไม่” เฟิงจือสิงถาม
ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้า ความจริงแล้วถามเพื่อเจ้าของร่างเดิมนั่นเอง
“ความจริงแล้วพวกเขาก็มิได้อยากทำเช่นนี้หรอก เพียงแต่ว่าสถานการณ์ในตอนนั้นช่างซับซ้อนเหลือเกิน” เฟิงจือสิงถอนหายใจก่อนจะพูดต่อไป “เรื่องราวเหล่านี้ ข้ามิอาจบอกเจ้าอย่างเฉพาะเจาะจงในตอนนี้ได้ เจ้ารู้เพียงแค่ว่าพวกเขามิได้เจตนาจะปล่อยเจ้าทิ้งเอาไว้ที่นี่ก็พอแล้ว พวกเขาเองก็ความลำบากใจและไร้ซึ่งทางเลือกเหมือนกัน”
“อืม ข้าเข้าใจ ขอเพียงแค่มิใช่ว่าพวกเขาไม่ต้องการข้า ข้าก็จะไม่แค้นฝังใจกับพวกเขา” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
เมื่อได้ฟังคำพูดของเธอ เฟิงจือสิงก็รู้สึกปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง
“อาจารย์พ่อ ท่านกับท่านพ่อท่านแม่ข้าเป็นสหายสนิทกันหรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
เฟิงจือสิงยิ้มจางๆ แล้วเอ่ยว่า “ใช่แล้ว ข้ากับท่านพ่อท่านแม่เจ้าเป็นสหายสนิทกัน ข้ากับท่านพ่อเจ้ารู้จักกันตั้งแต่เด็ก เติบใหญ่มาด้วยกัน วัยเยาว์คึกคะนอง อยากจะวัดกันอยู่ตลอดว่าใครมีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมกว่ากัน ความสัมพันธ์จึงมิใคร่จะดีนัก แต่ต่อมากลับค้นพบว่าทั้งคู่พัฒนาขึ้นในระหว่างที่ผลัดกันนำผลัดกันตา