เป่ยกงถังมองซือหม่าโยวเย่ว์แล้วพูดว่า “เจ้าจะไปเองหรือ”
“เจ้าก็เห็นสถานการณ์เบื้องล่างแล้วนี่ ถ้าหากพวกเราลงไปกันหมด เกรงว่าคงจะไม่พอให้คนกับคมเขี้ยวเล็บของสัตว์อสูรเหล่านี้ขย้ำหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ข้ามีวิธีแฝงตัวไปที่นั่น แต่ไร้หนทางพาพวกเจ้าไปด้วย จือฉี โอวหยาง เจ้าอ้วน พวกเจ้าสามคนต้องทำหน้าที่ผู้พิทักษ์บุปผาให้ดี พอโปรยยาผงนี้ลงบนร่างของคนตระกูลน่าหลานเรียบร้อยแล้วให้รีบถอยกลับทันที อีกสองวันให้หลังพวกเราไปพบกันที่เมืองเหยียน”
“พวกเราจะปล่อยเจ้าไปคนเดียวได้อย่างไรกัน!” เป่ยกงถังไม่ยอมรับขวดยามา
“ข้ายังจัดการธุระของตัวเองไม่เสร็จ ย่อมไม่มีทางเอาชีวิตของตัวเองไปเล่นตลกอยู่แล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์ยัดขวดยาใส่มือเป่ยกงถังแล้วพูดว่า “เชื่อข้าสิ ข้าจะช่วยเจ้านำผลอสรพิษทองคำกลับมาเอง!”
พูดจบแล้วเธอก็รีบพุ่งออกจากพุ่มไม้แล้วมุ่งหน้าวิ่งลงภูเขาไป
“พวกเราก็ไปกันดีกว่า” โอวหยางเฟยพูด “เขามิใช่คนที่จะคุยโวโอ้อวด ในเมื่อเขาบอกว่าเขามีวิธี ย่อมต้องเป็นความจริงแน่นอน บางทีหากพวกเราไปด้วย อาจจะเป็นตัวถ่วงเขาเปล่าๆ นะ”
พวกเว่ยจือฉีและเจ้าอ้วนชวีมิได้ตอบโต้คำพูดของโอวหยางเฟย เพราะสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง พวกเขารู้สึกมาตลอดว่าตนเองเป็นคนที่โดดเด่นในบรรดาคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันที่พวกเขากลายเป็นตัวถ่วงของผู้อื่นไปเสียได้
เป่ยกงถังเห็นซือหม่าโยวเย่ว์วิ่งไปถึงด้านล่างของภ