พอกลับไปถึงห้องของซือหม่าโยวเย่ว์ พวกเขาก็ดูผลงานของหินเสียงกันก่อนเป็นอย่างแรก
เธอหยิบเอาหินเสียงออกมาแล้วส่งพลังวิญญาณจำนวนหนึ่งเข้าไป หลังจากนั้นก็วางมันลงบนโต๊ะ ลวดลายสีม่วงบนหินเสียงเคลื่อนตัว เพียงไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงสนทนาระหว่างเหอชิวจือและน่าหลานหลานที่ริมทะเลสาบดังออกมา พอคำพูดสิ้นสุดลง หินเสียงก็เงียบเสียงลงไป
“ผลลัพธ์นี้ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก” หลังจากซือหม่าโยวเย่ว์ฟังจบแล้วสองตาก็เปล่งประกาย คิดไม่ถึงว่าก้อนหินนี้จะร้ายกาจได้ถึงขนาดนี้ แต่ในใจของเธอก็เกิดอีกคำถามหนึ่งขึ้นมาว่าหินเสียงก้อนนี้หาได้ยากเย็นยิ่ง แม้กระทั่งหอเซวียนหยวนยังไม่มี แล้วเป่ยกงถังมีมันได้อย่างไรกัน
“โยวเย่ว์ ตอนนี้เจ้าควรจะกลับมาที่ปัญหาของพวกเราได้แล้วกระมัง”
เสียงของเจ้าอ้วนชวีดึงสติของซือหม่าโยวเย่ว์กลับมา เธอมองพวกเขาอย่างสงสัยพลางถามว่า “ปัญหาอะไรหรือ”
“ก็คือเรื่องที่เจ้าฝึกยุทธ์ได้แล้วไง” เจ้าอ้วนชวีเหลือบมองแหวนเก็บวัตถุบนนิ้วของเธอแวบหนึ่ง แหวนวงนั้นไม่สะดุดตาเลยจริงๆ ถ้าหากมิใช่เพราะรู้ว่านั่นคือแหวนเก็บวัตถุแล้วล่ะก็ ถ้าหากผู้อื่นเห็นก็คงไม่คิดอะไร “เจ้าใช้งานแหวนเก็บวัตถุได้ ทั้งยังส่งพลังวิญญาณเข้าไปในหินเสียงได้อีกด้วย นี่ก็บอกอย่างชัดเจนแล้วว่าตอนนี้เจ้าเป็นปรมาจารย์วิญญาณคนหนึ่งแล้ว”
“ถูกต้อง ตอนนี้ข้าเป็นปรมาจารย์วิญญาณคนหนึ่งแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์ยอมรับ
“แต่มิใช่ว่าเจ้าบำเพ็ญไ