ซือหม่าโยวเย่ว์ยกน้ำชาให้กับทุกคน หลังจากนั้นจึงค่อยกลับไปนั่งยังตำแหน่งของตนแล้วพูดว่า “ถูกส่งตัวไปยังสถานที่ไกลแสนไกลแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นก็ประสบกับเรื่องบางอย่างเข้า จึงมัวแต่เสียเวลาอยู่ที่นั่น เมื่อไม่กี่วันมานี้จึงเพิ่งจะพบค่ายกลนำส่งแล้วกลับมาได้”
“แล้วเจ้าเข้าไปในค่ายกลนำส่งอันที่สี่ได้อย่างไรกัน” เป่ยกงถังเอ่ยปากถามอย่างตรงประเด็นในทันที
ซือหม่าโยวเย่ว์แย้มยิ้มก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นดื่มอึกหนึ่งแล้วถามว่า “มีคนผลักข้าเข้าไปน่ะสิ”
“เจ้าบอกว่ามีคนทำร้ายเจ้าอย่างนั้นหรือ!” เจ้าอ้วนชวีสะดุ้งโหยงในทันใด “เป็นใครกัน พวกเราจะไปจัดการให้เอง!”
เว่ยจือฉีลากตัวเจ้าอ้วนชวีลงมานั่งแล้วพูดว่า “เจ้าจะรีบร้อนไปไหนกัน ฟังก่อนสิว่าโยวเย่ว์จะพูดอะไร”
“เมิ่งถิงหรือ” โอวหยางเฟยมองซือหม่าโยวเย่ว์
คนที่เคยมีความขัดแย้งกันกับเธอก็มีแค่เมิ่งถิงเท่านั้น ไม่แปลกใจเลยที่ทุกคนดูคล้ายจะลืมเลือนเธอไปหมดแล้ว
ซือหม่าโยวเย่ว์ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่ใช่นางหรอก”
“ไม่ใช่นาง เช่นนั้นจะยังมีใครคิดอยากทำร้ายเจ้าอีกเล่า” เจ้าอ้วนชวีพูด “หลังจากนั้นข้าได้ยินคนพูดว่าผู้ที่เข้าไปก่อนหน้านี้น้อยคนนักที่จะรอดชีวิตออกมาได้”
นึกถึงซากศพที่ตนได้เห็นภายในค่ายกลลวงวิญญาณ ถือเป็นการไปไม่กลับอย่างแท้จริง นอกจากนี้ถ้าหากถูกส่งตัวไปยังเทือกเขาผู่สั่วเช่นเดียวกันกับเธอแล้วละก็ โอกาสรอดชีวิตจะยิ่งน้อยลงไปอีก