“แต่พวกเขาล้วนมิอาจพูดได้ชัดเจนถึงสถานที่ที่ไปอย่างเฉพาะเจาะจงได้”
“เช่นนี้…” เฟิงจือสิงสิ้นหวังอยู่บ้าง
“เจ้ากลับไปก่อนดีกว่า ถ้าหากเขากลับมาจากที่อื่น เจ้าอยู่ที่นี่ก็ไม่มีทางเห็นหรอก” ท่านอาจารย์ใหญ่อาวุโสพูด “อีกประเดี๋ยวข้ายังต้องไปที่จวนแม่ทัพเพื่อนำข่าวนี้ไปแจ้งให้จวนซือหม่าทราบสักหน่อย”
“ข้าไปกับท่านด้วยก็แล้วกัน” ทันใดนั้นเฟิงจือสิงก็คิดสิ่งใดขึ้นมาได้แล้วพูดกับอาจารย์ใหญ่
อาจารย์ใหญ่พยักหน้า แล้วคนทั้งสองก็ไปยังจวนแม่ทัพ
เมื่อซือหม่าเลี่ยได้ยินว่าไร้ซึ่งข่าวคราวของซือหม่าโยวเย่ว์พลันตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง แทบจะออกไปตามหาเธอในทันทีทันใด แต่ไม่รู้ว่าค่ายกลนำส่งพาตัวเธอไปแห่งหนไหน คิดอยากจะหาก็ไร้ซึ่งหนทาง
“ท่านแม่ทัพซือหม่า ท่านน่าจะมีป้ายชีวิตของนักเรียนโยวเย่ว์อยู่กระมัง” เฟิงจือสิงถาม
ซือหม่าเลี่ยได้ฟังคำพูดของเฟิงจือสิงเข้าสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาก่อนจะถามว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน”
“ท่านอย่าเพิ่งสนใจเลยขอรับว่าข้าไปรู้มาจากที่ใด ท่านรีบไปดูป้ายชีวิตของนางก่อนเถิดว่าหมดไปแล้วหรือยัง” เฟิงจือสิงพูดอย่างเร่งร้อน
ซือหม่าเลี่ยเห็นความกังวลบนใบหน้าของเฟิงจือสิง จึงมิได้ตอแยถามคำถามนี้ต่อไปอีก ชั่วความคิดวูบไหวคราหนึ่ง หีบหยกสีดำใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
เขาเปิดหีบหยกสีดำออก ด้านในมีหยกสีขาวชิ้นหนึ่ง ภายในหยกมีปื้นสีแดงอยู่สองวงที่ดูคล้ายกับหยาดโลหิตมนุษย์
“นี่ก็คือป้ายชีวิต