างไรที่เจ้านั้นก็มีของให้กินให้ดื่ม ถึงออกไปไม่ได้ก็ไม่ตายหรอกน่า สิ่งที่พวกเรามีคือเวลาที่ค่อยๆ เสียกับมันไปอย่างช้าๆ”
เจ้าวิญญาณน้อยไม่เอ่ยวาจาอีก ซือหม่าโยวเย่ว์และเจ้าคำรามน้อยค้นหาภายในค่ายกลด้วยกัน
พอหิวแล้วเธอก็ไปทำอาหารกินภายในมณีวิญญาณ พอกระหายน้ำก็เอาน้ำออกมาจากในมณีวิญญาณ พอง่วงเธอก็เข้าไปนอนในมณีวิญญาณ เดิมทีเธอคิดจะนอนหลับภายในป่าเลย แต่เจ้าวิญญาณน้อยบอกว่าหลังจากหลับแล้วสติรับรู้ของมนุษย์จะค่อนข้างอ่อนแอ ถ้าหากถูกค่ายกลหลอนประสาทอีกครั้งก็ไม่แน่ว่าเธอจะฟื้นคืนสติขึ้นมาได้อีกคราได้
เธอไม่รู้ว่าตัวเองเดินอยู่ในป่านานเท่าใด ภายในป่ามืดทึบอยู่ตลอด และมีประกายสีเขียวเล็กน้อย ถึงแม้ว่าท้องฟ้าจะมิได้มืด แต่เธอกินข้าวไปเจ็ดมื้อและนอนหลับไปตื่นหนึ่งแล้ว ต้องผ่านไปสองถึงสามวันแล้วแน่ๆ
“เย่ว์เย่ว์ ไม่เห็นจะพบดวงตาค่ายกลที่ไหนเลยนี่!” เมื่อหาดวงตาค่ายกลไม่เจอมาโดยตลอด เจ้าคำรามน้อยหดร่างกายลงอย่างท้อแท้ ก่อนจะเอนตัวลงบนหัวไหล่ของซือหม่าโยวเย่ว์
“เราจะต้องหาพบสิ” ซือหม่าโยวเย่ว์เองทอดถอนใจอยู่บ้าง ที่นี่นอกจากใบไม้แล้วก็มีแต่ใบไม้ และระหว่างที่ค้นหาก็พบโครงกระดูกอื่นๆ อีกสองร่าง
“ค้นหาแบบตาบอดไปเช่นนี้ก็ไม่ใช่หนทางหรอก” เธอหยุดฝีเท้าลงแล้วพูดว่า “ในเมื่อเป็นดวงตาค่ายกลก็ต้องมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน หรือไม่ก็ต้องมีจุดที่พิเศษอยู่เป็นแน่ พวกเราไปสังเกตดูกันอย่างละเอียดสักรอบหนึ่งก่อนแล้วค