างเจ้าจะเอาชนะข้าได้อย่างนั้นหรือ น่าขันนัก!”
คนอื่นๆ อีกหลายคนที่มากับเมิ่งถิงต่างก็พากันหัวเราะขึ้นมา คล้ายว่าสิ่งที่พูดกับซือหม่าโยวเย่ว์เหล่านี้ช่างน่าขันเสียเต็มประดา
“น่าขันอย่างนั้นหรือ” มุมปากของซือหม่าโยวเย่ว์ยกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ตอนนี้รู้สึกว่าน่าขัน อีกประเดี๋ยวเจ้าก็ระวังจะหัวเราะไม่ออกแล้ว!”
“เจ้าพูดมาสิว่าเจ้าต้องการเช่นไร” เมิ่งถิงถาม
ซือหม่าโยวเย่ว์มองดูเป่ยกงถังที่ยังคงยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าอันเยียบเย็นขึ้นเรื่อยๆ แล้วพูดว่า “ข้าไม่อยากฆ่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนของตัวเองเช่นเดียวกัน แต่ในเมื่อเจ้าคิดจะท้าประลอง อยากให้ข้ารับคำท้าประลอง ก็ต้องทำให้ข้าได้ประโยชน์ด้วยสิจึงจะใช้ได้ เช่นนี้ก็แล้วกัน ถ้าหากข้าบังเอิญเอาชนะเจ้าได้ เวลาเจ้าพบข้าก็เดินหลีกไปทางอื่นก็พอแล้ว! ถ้าหากเจ้ารับปาก พวกเราไปที่เวทีประลองกันได้เลย แต่ถ้าเจ้าไม่รับปาก เช่นนั้นจงไสหัวไปเสีย”
“เอาล่ะ เช่นนั้นข้ารับปากเจ้าก็ได้ ถ้าหากเจ้าชนะ ต่อไปนี้เวลาข้าพบเจ้าจะหลีกไปทางอื่น ไม่ยุ่งวุ่นวายกับเจ้าอีก แต่ถ้าหากข้าชนะ เจ้าต้องเก็บข้าวของแล้วไสหัวออกไปจากวิทยาลัยให้ข้าเสีย!” เมิ่งถิงพูด
“รับปากกันเป็นมั่นเหมาะเช่นนี้แล้ว เจ้าไปที่เวทีประลองก่อนเลย อีกประเดี๋ยวข้าจะตามไป!” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดจบก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่งแล้วปิดประตูลง
“โยวเย่ว์…” เจ้าอ้วนชวียังไม่ทันได้เอ่ยคำพูด ก็ถูกซือหม่าโยวเย่ว์ปิดประตูกันไว้ข้า