งว่าคนไร้ค่าอย่างซือหม่าโยวเย่ว์จะกล้ามาดูแคลนนางได้ เปลวเพลิงในอกพุ่งสูงสามจั้งในทันใด เธอชี้ซือหม่าโยวเย่ว์พลางเอ่ยว่า “ในเมื่อเจ้าอ้วนชวีบอกเจ้าไปแล้ว เช่นนั้นข้าก็ไม่ต้องเปลืองน้ำลายอีก ซือหม่าโยวเย่ว์ ข้าอยากท้าประลองเจ้า! ถ้าหากเจ้าแพ้ จงไสหัวออกไปจากวิทยาลัยเสีย ห้ามเหยียบย่างเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว!”
“ผู้ฝึกวิญญาณขั้นห้าคนหนึ่งอย่างเจ้ามาท้าประลองข้าอย่างนั้นหรือ ดีเลย ถึงแม้ว่าข้าจะไม่สนใจท้าประลองกับเจ้า แต่เจ้าพูดแค่เพียงว่าหากข้าแพ้แล้วจะทำอย่างไร แล้วถ้าหากข้าชนะเล่า จะได้ประโยชน์อะไรหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์หลุบตาลงมองเล็บมือของตนเอง ไม่มองเมิ่งถิงเลยแม้แต่น้อย พลางถามอย่างไม่ใส่ใจ
ประตูห้องของโอวหยางเฟยเปิดออก เขาเดินออกมาจากห้องพลางมองดูผู้คนในลานบ้านปราดหนึ่งแล้วจากไปอย่างเย็นชาโดยไม่เอ่ยวาจาอันใดเลย
ประตูห้องของเป่ยกงถังเปิดออกเช่นเดียวกัน เขามองเมิ่งถิงพร้อมขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “อยากจะเถียงก็ออกไปเถียงกันข้างนอก! ใครมารบกวนข้าอ่านหนังสืออีก ไสหัวออกไปให้หมด”
ซือหม่าโยวเย่ว์มองเงาหลังของโอวหยางเฟย และฟังคำพูดไม่ไว้ไมตรีของเป่ยกงถังแล้วก็เอ่ยพึมพำว่าเจ้าสองคนนี้ช่างคล้ายคลึงกันน่าดูเลยทีเดียว
เมิ่งถิงดูคล้ายจะกลัวเป่ยกงถังอยู่บ้าง เมื่อได้ยินเป่ยกงถังตะคอกนาง ท่าทีก็อ่อนลงไปส่วนหนึ่ง นางหันหน้ามาพูดกับซือหม่าโยวเย่ว์ว่า “คนไร้ค่าที่มิอาจสัมผัสปราณวิญญาณได้เลยด้วยซ้ำอย่