ซือหม่าโยวเย่ว์เดินมุ่งหน้าไปยังชั้นเรียน เฟิงจือสิงไม่ได้ไล่เธอกลับไป ทำให้เธอวางใจลงไม่น้อย แต่คำพูดประโยคหนึ่งของเจ้าวิญญาณน้อยทำให้อารมณ์ดีของเธอหายไปในพริบตา
“เจ้าต้องระวังนะ เจ้าคนเมื่อครู่นี้อาจจะสังเกตพบแล้วก็ได้ว่าเจ้าฝึกยุทธ์ได้แล้ว”
ซือหม่าโยวเย่ว์หยุดชะงักแล้วถามเจ้าวิญญาณน้อยในใจว่า “เจ้ามิได้บอกว่ามีเจ้าอยู่ ผู้อื่นก็จะมองไม่ออกว่าข้าฝึกยุทธ์ได้แล้วหรอกหรือ”
“โดยทั่วไปแล้วก็ใช่อยู่หรอก” เจ้าวิญญาณน้อยพูด “ข้าซ่อนเร้นระลอกพลังวิญญาณบนร่างของเจ้าเอาไว้ได้ คนทั่วไปย่อมมองไม่ออกอยู่แล้ว แต่ว่าคนผู้นั้นทำให้ข้ารู้สึกลึกลับยิ่งนัก เมื่อครู่ตอนที่เขาจับตัวเจ้าก็น่าจะรู้สึกได้”
“แล้วเขาจะตรวจสอบข้าไปทำไมกัน”
ซือหม่าโยวเย่ว์คิดแล้วคิดอีกแต่ก็ไม่เข้าใจ เธอจึงสลัดมันทิ้งออกไปจากสมอง ในตอนนี้เธอคิดเรื่องที่ว่าจะฝึกยุทธ์ในเวลาสั้นที่สุดได้อย่างไรจะดีกว่า
เมื่อกลับไปถึงชั้นเรียน สายตาของคนเหล่านั้นต่างจับจ้องมองเธอเป็นตาเดียวอีกครั้ง สายตาส่วนใหญ่ล้วนมีความชื่นชมยินดีในเคราะห์ร้ายของผู้อื่น กำลังคิดกันว่าเฟิงจือสิงจะเฉดหัวเธอออกไปแล้วใช่หรือไม่
ซือหม่าโยวเย่ว์เดินตรงไปยังที่นั่งของตน ขณะที่เดินไปได้ครึ่งทางก็มีเท้าข้างหนึ่งยื่นออกมาตรงหน้าเธอ หมายจะให้เธอสะดุดล้ม
เห็นว่าเธอกำลังจะสะดุดขาของคนผู้นั้น ในจังหวะเส้นยาแดงผ่าแปดเธอก็ก้าวขึ้นไปข้างหน้าครึ่งก้าว แล้วเท้าข้างหนึ่งก็ก้าวขึ้น