ลาดใจอยู่บ้าง
“ซือหม่าโยวเย่ว์”
“มาขอรับ” ซือหม่าโยวเย่ว์กำลังมองหนังสือที่วางอยู่ในลิ้นชักโต๊ะ เมื่อได้ยินเฟิงจือสิงเรียกชื่อตน จึงเงยหน้าขึ้นมองเขา
“เจ้าออกมากับข้าหน่อย” เฟิงจือสิงพูดอย่างเรียบๆ “ส่วนคนอื่นๆ ก็ทบทวนวิธีการบำเพ็ญที่คุยกันเมื่อวานไปก่อนนะ”
ซือหม่าโยวเย่ว์ตามเฟิงจือสิงไปยังห้องทำงานของเขาอย่างวิตกกังวลอยู่บ้าง ลอบคิดว่าเขาอาจจะให้ตนกลับไปเสียใช่หรือไม่ ถึงอย่างไรตนก็มาสายไปหลายวันกว่าจะมาถึงวิทยาลัย
“เหตุใดเจ้าจึงเพิ่งโผล่มาวันนี้เล่า” เฟิงจือสิงมาถึงก็ถามขึ้น แต่เสียงนั้นก็ยังคงอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง ฟังอารมณ์ไม่ออกเลย
“ในบ้านเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย ก็เลยมาสายไปเล็กน้อย” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
เฟิงจือสิงมองซือหม่าโยวเย่ว์อยู่ครู่หนึ่งคล้ายกับกำลังแยกแยะว่าสิ่งที่นางพูดนี้เป็นความจริงหรือไม่ ผ่านไปพักหนึ่งจึงเอ่ยปากว่า “เจ้ามานี่สิ”
ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร แต่ก็ยังเดินไปตรงหน้าเขา
เฟิงจือสิงเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของเธอเอาไว้ในทันใด
ซือหม่าโยวเย่ว์ตกใจ เธอถึงขนาดที่มองเห็นไม่ชัดเจนเลยด้วยซ้ำว่าเขาลงมืออย่างไร จนกระทั่งข้อมือมีความรู้สีกเยียบเย็นราวน้ำแข็ง เธอจึงค้นพบว่าตนเองถูกคว้าจับเอาไว้เสียแล้ว
“ท่านอาจารย์” เธอมองเฟิงจือสิงอย่างสงสัย
นี่เขาต้องการคุกคามเธออย่างนั้นหรือ
เมื่อเห็นแววสงสัยในดวงตาของซือหม่าโยวเย่ว์ เฟิงจือสิงก็ปล่อยมือแล้วเอ่ยว่า “เจ้ากลับไป