ลับสนิทรวดเดียวยาวจนเกือบเที่ยง เธอลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือมองดูมุ้งที่มีลวดลายโบราณแล้วก็ยังคิดว่าตนกำลังฝันไปอยู่ชั่วครู่หนึ่ง
“จ๊อกๆ…”
ท้องไส้อันหิวโหยเริ่มส่งเสียงร้องขึ้นมาทำให้สติรับรู้ของเธอกลับคืนมาอย่างช้าๆ ความทรงจำเหล่านั้นค่อยๆ คืบคลานเข้ามา เธอยกมือขึ้นลูบหน้าผากพลางเอ่ยพึมพำว่า “ที่แท้แล้วนี่มันไม่ใช่ความฝันนี่นา”
เธอลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย อวิ๋นเย่ว์เข้ามาปรนนิบัติให้ล้างหน้าล้างตา ส่วนชุนเจี้ยนก็ยกอาหารเที่ยงที่ตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วเข้ามาให้ หลังจากกินอาหารเที่ยงเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอก็หยิบเทียบยาสองแผ่นที่เขียนเอาไว้เมื่อคืนไปหาซือหม่าเลี่ย
ตอนที่ซือหม่าเลี่ยมองเห็นซือหม่าโยวเย่ว์ก็ยังประหลาดใจอยู่บ้าง พูดในใจว่าเมื่อวานเพิ่งจะบอกว่าสองวันนี้จะอ่านหนังสืออยู่แต่ในเรือนของตนเองอยู่เลย เหตุใดวันที่สองก็นั่งไม่ติดเสียแล้ว หรือว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับนางกันเล่า
“ท่านปู่ ข้ามีเรื่องอยากถามท่านน่ะขอรับ” ไม่รอให้ซือหม่าเลี่ยถามไถ่ ซือหม่าโยวเย่ว์ก็ชิงพูดขึ้นก่อน
“ว่าอย่างไรหรือ” ซือหม่าเลี่ยเห็นท่าทีและสีหน้าเคร่งขรึมของซือหม่าโยวเย่ว์แล้วก็โบกไม้โบกมือให้ทหารยามถอยออกไปก่อน
ซือหม่าโยวเย่ว์ยกเก้าอี้ย้ายมาตรงหน้าโต๊ะหนังสือของซือหม่าเลี่ยแล้วนั่งลง ก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านปู่ ท่านรู้หรือไม่ขอรับว่าเหตุใดข้าจึงไม่อาจบำเพ็ญได้”
…………………